
นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ปัญจวัฒนาพลาสติก [PJW] เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมประกาศเดินเกมรุกเร่งขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจหลักให้กลับมาสร้างผลการดำเนินงานโดดเด่นในครึ่งปีหลัง หลังจากช่วงไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามตะวันออกกลางสร้างแรงกระแทกจากราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนเม็ดพลาสติกเพิ่มสูงขึ้น 40-50% ในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
แต่หลังจากที่บริษัทได้ปรับการบริหารจัดการแบบเชิงรุกในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้ทิศทางธุรกิจในครึ่งหลังมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน และคาดว่าผลการดำเนินงานจะสามารถชดเชยภาวะชะลอตัวในไตรมาสแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. กลุ่มบรรจุภัณฑ์นมและสินค้าอุปโภคบริโภค: บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าในครึ่งปีหลัง ปริมาณการยอดขายมีแนวโน้มกลับมาคึกคักจากการที่ลูกค้าต้องเร่งสะสมสต็อกสินค้าหลังสต็อกลดลงก่อนหน้า ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ช่วยหนุนการบริโภคภายในประเทศ
2. กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: มองว่าการส่งออกและค่าระวางเรือเริ่มผ่อนคลาย ขณะเดียวกันบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวชิ้นส่วนสำหรับโมเดลใหม่ในช่วงปลายปี ซึ่งจะเป็นอัพไซด์สำคัญในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ
3. ธุรกิจบริการซักผ้าอุตสาหกรรม: บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 10% จากการรับรู้รายได้ฐานลูกค้าใหม่และออเดอร์ชุดยูนิฟอร์มที่จะทยอยเพิ่มข้ามาในครึ่งปีหลัง
4. กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (Medical Product) : ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูง และสร้างสร้างการเติบโตให้บริษัทฯ อย่างโดดเด่น โดยกลุ่มธุรกิจดังกล่าวถือเป็นไฮไลท์สำคัญของปีนี้ โดยจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในครึ่งปีหลัง ปัจจุบันบริษัทฯ จำหน่ายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ในประเทศเป็นหลัก และมีแผนเร่งขับเคลื่อนขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มเจาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ช่วงปลายปีนี้ตามแผนที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่าไตรมาสแรกต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2/69 ยังเผชิญกับภาวะต้นทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้การปรับราคาขายให้ลูกค้าทำได้ไม่ทันท่วงที เนื่องจากกลไกสัญญาที่มีระยะเวลาปรับราคาย้อนหลัง (Time Lag) ประมาณ 2 เดือน
แต่ในทางกลับกันเมื่อราคาวัตถุดิบเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในครึ่งปีหลัง กลไกนี้จะเปลี่ยนมาเป็นบวกต่อบริษัททันที โดยจะสามารถขายสินค้าในราคาอ้างอิงช่วงต้นทุนสูง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบจริงปรับตัวลดลง ซึ่งจะทำให้ Margin กลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นและสร้างสมดุลให้กับผลประกอบการทั้งปีได้
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 บริษัทมีรายได้รวม 947.8 ล้านบาท ลดลง 6.5% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายบรรจุภัณฑ์กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่น บรรจุภัณฑ์กลุ่มอุตสาหกรรมนมและนมเปรี้ยว บรรจุภัณฑ์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ปรับตัวลดลงจากปีก่อน 6.3% ขณะที่ยอดขายส่วนงานชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์พ่นสี ลดลง 13.9% ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ยอดขายบรรจุภัณฑ์ในประเทศจีนลดลง 7.3%
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเห็นสัญญาณบวกจากการเติบโต ของรายได้จากการบริการซักผ้าอุตสาหกรรมที่ยังคงเพิ่มขึ้น 1.9% สะท้อนถึงการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่เริ่มเห็นผล ซึ่งสร้าง NewS-curve ใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ระดับ 30.9 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 17.7% และมีอัตรากำไรสุทธิรวมเท่ากับ 3.3% ซึ่งการลดลงของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากยอดขายที่ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ และผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
“บริษัทได้เตรียมแผนรับมือเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด รวมทั้งการรักษาเสถียรภาพของกำไรขั้นต้นให้กลับมาสู่ระดับที่เหมาะสม โดยในครึ่งปีหลังของปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บริษัทฯ สามารถพลิกกลับสู่การเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งจากการ ปรับราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง และการขยายตัวของธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงแม้จะต้องอยู่ภายใต้สภาวะ ความกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ท้าทาย” นายวิวรรธน์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)




