“เอกนิติ” เมินลดภาษีน้ำมันอุ้มคนรวย เน้นช่วยมุ่งเป้า ชู “ไทยช่วยไทยพลัส” ชี้แก้ศก.อย่ารอป่วยหนัก

จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ คัดค้านการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยมองว่ายังมีแนวทางที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า และไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ เช่น การลด/ยกเว้น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐบาลในขณะนั้นได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้สูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท/ลิตร ทำให้รายได้รัฐหายไป 2 พันล้านบาท/เดือน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน ทำให้รายได้รัฐหายไป 800 ล้านบาท/เดือน รายได้ที่สูญเสียไปดังกล่าวแทบไม่ได้อะไรเลย และสุดท้ายก็ต้องมีการออกกฎหมายกู้เงินอยู่ดี

ขณะเดียวกัน มองว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) แต่เป็นการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มที่ขับรถ เช่น คนขับรถ Benz รถ BMW ที่ยังมีความสามารถ มีกันชนในการดูแลตัวเอง ดังนั้นไม่ดีกว่าหรือ ที่รัฐบาลจะมุ่งเป้าในการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง คนตัวเล็ก ที่ไม่มีกำลังรองรับอย่างเพียงพอในภาวะวิกฤตค่าครองชีพที่เกิดขึ้นในขณะนี้

“เข้าใจว่า มีคนตั้งคำถามเยอะ เรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาล ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือ ไทยกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจทิพย์ มันเริ่มจากวิกฤตสงครามที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤติค่าครองชีพ จากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน เม.ย.69 ที่ขึ้นไป 2.9% จากก่อนหน้านี้ที่ติดลบ และเดือนพ.ค. มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นไปอีก ถามชาวบ้านวันนี้ บอกตรงกันหมดว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น คนตัวเล็กตัวน้อยมีแรงรองรับน้อย มีหนี้ครัวเรือนสูง นี่เป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องมาแก้วิกฤติเหล่านี้ และสุดท้ายหากเราไม่เร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ มันอาจจะตามมาด้วยวิกฤติคนตกงาน ธุรกิจปิดตัว จนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในที่สุด รัฐบาลต้องการตัดวงจรเหล่านี้ จึงออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มา” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ยอมรับว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วยที่รัฐบาลต้องเร่งให้ยา แม้ว่ายาที่จะใช้ในวันนี้ อาจจะมีผลระยะยาว แต่ไม่ได้บอกว่าจะตอนนี้จะยังไม่ต้องกินยา ให้รอไป 5-6 เดือน เหมือนให้เศรษฐกิจไทยรองบประมาณปี 2570 ไม่ได้ แม้ว่ายาที่รัฐบาลเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเยียวยา และมาตรการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะออกฤทธิ์นาน ก็ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องรอไปกินยาในวันที่อาการกำเริบ ตอนนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนของเศรษฐกิจ ต้องกินยาวันนี้ ดังนั้น ทั้งเรื่องการเยียวยา และการเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องสำคัญ ให้รอไปก่อนคงไม่ได้

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับมาตรการเรื่องการเปลี่ยนผ่านนั้น ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องทำไป แต่อยากชี้ให้เห็นว่าหากประเทศไทยทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน วันนี้ประเทศไทยจะไม่เดือดร้อนเลย แต่ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งค่าไฟฟ้า 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นหากราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีก ก็จะกระทบเศรษฐกิจไทยแรงอีก เพราะวันนี้สงครามยังไม่จบ หากไม่เร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ โดยรอให้คนตายก่อน คงไม่ได้ ยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเรื่องการเปลี่ยนผ่าน คือ ความจำเป็นอย่างแท้จริง เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

ชู “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า

สำหรับความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” นั้น ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค.69 ได้มีการพิจารณารายละเอียดของโครงการฯ เพื่อเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า (19 พ.ค.) โดยยืนยันว่ากำหนดการยังเป็นไปตามเดิม ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.69 และให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย. โดยวัตถุประสงค์ของโครงการจะเป็นการเยียวยา และบรรเทาภาระค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบาง

“โครงการไทยช่วยไทย พลัส จะเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดย พ.ร.ก.ทุกฉบับที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่า แต่การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มันไม่เหมือนการกู้เงินธนาคารที่จะต้องมีโครงการไปเสนอ แต่ตาม พ.ร.ก. เราเขียนกลไกว่าต้องกู้ในวัตถุประสงค์เท่านั้น คือการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้หลังวิกฤตคนไทย และเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบและกลั่นกรองร่วมด้วย ซึ่งโครงการใช้เงินไม่ได้มีแค่โครงการนี้เท่านั้น ยังมีโครงการช่วยเหลือด้านคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาอยู่ เป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่น้ำมัน B20 ให้มากขึ้น” นายเอกนิติ ระบุ

 

ห่วง “อาฟเตอร์ช็อก” เศรษฐกิจ

ด้าน นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน สุ่มเสี่ยงและอันตรายมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่ลดลง และขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ปี 2570 ทั้งโลกจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ดังนั้นมีความอันตรายชัดเจน

อีกทั้งข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปีนี้แม้ GDP จะไม่ติดลบ แต่รายได้ของแรงงานมีโอกาสติดลบ จากปกติรายได้แรงงานจะโต โดยก่อนโควิด-19 รายได้แรงงานโตราว 4.7-4.8% แต่ปี 2568 โตเพียง 1-2% เท่านั้น

“เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมาระยะหนึ่งแล้ว และกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ทำให้มีความเปราะบางมากขึ้น จากกันชนที่น้อย หากรายได้ติดลบอีกกลุ่มเปราะบางก็จะยิ่งเดือดร้อน เพราะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ด้วย คนต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น SMEs อาจจะมีล้มบ้าง คนตกงาน เราจะพึ่งพาต่างประเทศอย่างเดียว ก็ต้องถามกลับมานักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาไหม ค่าเครื่องบินแบบนี้ ท่องเที่ยวก็ถูกกระทบเหมือนกัน

ดังนั้น ถ้าเราดูปัจจัยทั้งภายใน และภายนอกแล้ว เศรษฐกิจเหมือนเจอแผ่นดินไหว และเรารู้ว่ามันจะมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาแน่ ๆ ถ้าเรานั่งดูเฉย ๆ คงไม่ได้ เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ นี่ไม่เหมือนวิกฤติฟ้าผ่า ที่ผ่ามาตูมเดียวแล้วจบ” นายสันติธาร ระบุ

 

แนะถอดบทเรียน เมื่อลดภาษีอาจไม่ใช่คำตอบ

ขณะที่ นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤตมามาก และควรที่จะต้องเรียนรู้จากวิกฤตที่ผ่านมาด้วย ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยลดภาษีสรรพสามิต 1.8 แสนล้านบาทในการแก้วิกฤตมาแล้ว และไม่เวิร์ค ดังนั้นครั้งนี้ถ้ายังต้องมาตอบคำถามว่าทำไมไม่แก้ปัญหาแบบเก่า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่เวิร์ค ก็อาจจะแปลว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤตที่ผ่านมาเลย

“การแก้วิกฤตครั้งนี้ รัฐบาลจะมีคำตอบให้กับอนาคตด้วย นั่นคือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นการสร้างความมั่นคง ทั้งเรื่องพลังงาน และเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคต” นายอาร์ชวัส ระบุ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)