ทองคำนิวยอร์กปิดร่วง $123.40 หลังดอลล์แข็ง-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ในวันศุกร์ (15 พ.ค.) หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่านยิ่งหนุนคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 123.40 ดอลลาร์ หรือ -2.63% ปิดที่ 4,561.90 ดอลลาร์/ออนซ์ และปิดลดลง 3.81% ในรอบสัปดาห์นี้

เอ็ดเวิร์ด เมียร์ นักวิเคราะห์จาก Marex ระบุว่า มีแรงขายในตลาดโลหะมีค่าด้วยหลายปัจจัย โดยค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกปรับตัวขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีซึ่งเป็นตัวชี้วัดอ้างอิง แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ทำผลงานรายสัปดาห์ดีที่สุดในรอบ 2 เดือน ทำให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขาเริ่มหมดความอดทนต่ออิหร่าน และการหารือกับจีนยังไม่เกิดความคืบหน้าสำคัญหรือผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการช่วยยุติสงคราม

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมากกว่า 40% แล้วนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยธนาคารกลางมักตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งยิ่งลดความน่าสนใจของทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

ขณะเดียวกัน บรรดาเทรดเดอร์ได้ลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในปีนี้ลงอย่างมาก และเพิ่มความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ค. 69)