
ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) และสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท เปิดฉากการเจรจาค่าจ้างโดยมีรัฐบาลเป็นคนกลางอีกครั้งในวันนี้ (18 พ.ค.) ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ที่มีกำหนดจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ และอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้สูงถึง 100 ล้านล้านวอน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่การเจรจารอบแรกประสบกับความล้มเหลว เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นโบนัสตามผลงาน ส่งผลให้สหภาพแรงงานประกาศนัดหยุดงานประท้วงเป็นเวลา 18 วัน ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.)
ชเว ซึงโฮ ประธานสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “เราจะเข้าร่วมการเจรจาครั้งที่สองนี้ด้วยความจริงใจ”
แม้จะไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการไกล่เกลี่ยในรอบที่สองนี้ แต่เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียง 3 วันก่อนจะถึงกำหนดการนัดหยุดงานประท้วงของสหภาพแรงงาน ทุกฝ่ายจึงมองว่านี่คือโอกาสสุดท้ายในการหาทางออกร่วมกัน
ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายแรงงานยังคงมีความเห็นต่างกันอย่างรุนแรงในเรื่องโบนัสตามผลงาน ซึ่งอิงกับรายได้จากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดชิปความจำที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ฝ่ายบริหารของซัมซุงซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เสนอให้คงระบบการจ่ายโบนัสให้พนักงานเมื่อองค์กรทำกำไรได้สูงเกินเป้า โดยอนุญาตให้คำนวณวงเงินโบนัสจาก 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน หรือมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (EVA) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องขอรับโบนัสตามผลงานในอัตราคงที่ที่ 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมทั้งขอให้ยกเลิกเพดานการจ่ายเงินโบนัสสูงสุด
นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมระบุว่า หากเกิดการผละงานประท้วงขึ้นจริง ความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้อาจสูงถึง 100 ล้านล้านวอน (6.67 หมื่นล้านดอลลาร์) เนื่องจากเกาหลีใต้พึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก
เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้แสดงความกังวลต่อการนัดหยุดงานดังกล่าว พร้อมส่งสัญญาณว่ารัฐบาลอาจใช้อำนาจอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินเพื่อระงับการประท้วง ซึ่งท่าทีนี้ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มแรงงานต่าง ๆ
ทั้งนี้ กฎหมายของเกาหลีใต้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสามารถออกคำสั่งอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อพิพาทดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของชาติ หรือสร้างความเดือดร้อนอย่างรุนแรงต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)





