รมว.ท่องเที่ยว ลั่นจบยุคเน้นปริมาณ เล็งเก็บค่าธรรมเนียมพรีเมียมเข้าประเทศ-หนุนฟื้นภาษีขาออก

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบด้วยหลักการยกเลิกวีซ่าฟรี 60 วันทั้ง 93 ประเทศ กลับไปใช้แบบเดิมที่ให้เวลาพำนักสูงสุด 30 วัน โดยหลักการคือการกลับไปใช้มาตรการเดิมสำหรับบางประเทศ และให้ความสำคัญกับตลาดเป้าหมายหลัก

ขั้นตอนจากจากนี้คณะกรรมการนโยบายตรวจลงตราจะพิจารณารายละเอียดของมาตรการ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน แต่จะต้องทำความเข้าใจกับประเทศต่าง ๆ หากประเทศใดเป็นตลาดเป้าหมาย ก็จะส่งหนังสือไปให้ข้อคิดเห็นแก่คณะกรรมการนโยบายตรวจลงตรา และจะเสนอให้ครม.เห็นชอบวีซ่าชนิดอื่นรองรับตลาดเป้าหมายต่อไป

“อย่างประเทศอินเดีย ก็มีข้อกังวลว่า ถ้าถอยกลับไปใช้วีซ่าเดิมจะกลายเป็น Visa on Arrival (VOA) ซึ่งได้ส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการนโยบายตรวจลงตราพิจารณาแล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะให้ฟรีวีซ่า 15 วันเพราะค่าเฉลี่ยคนอินเดียอยู่ไทยคือ 9-10 วัน นอกจากนี้ ยังมีตลาดดาวรุ่ง ตลาดใหม่ และหลายประเทศในตะวันออกกลางก็มีแนวทางในการพิจารณาให้วีซ่าฟรี 15 หรือ 30 วันเช่นกัน เพื่อให้การท่องเที่ยวช่วงนี้ไม่สะดุด” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายตรวจลงตราฯ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงด้วย เพราะวันนี้เราอยากได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งการคัดกรองด้วยวีซ่า ก็เป็นการคัดกรองเบื้องต้น และทุกประเทศยังมีวีซ่าอื่น ๆ อยู่ เช่น ประเทศจีนและเกาหลีได้วีซ่าต่างตอบแทนอยู่แล้ว

“นายกรัฐมนตรี ได้ให้ทบทวนวีซ่าฟรี เพราะให้ความสำคัญในการคัดกรองนักท่องเที่ยวมากขึ้น และเราอยากได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ไม่อยากให้มีสแกมเมอร์ หรือผู้ก่ออาชญากรรมเข้ามาในประเทศ เราอยากได้คนที่มาเที่ยวแล้วมาใช้เงินจริง ๆ” นายสุรศักดิ์ กล่าว

มาตรการต่อไปที่จะนำมาใช้ คือ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวในการเข้าประเทศ (หรือค่าเหยียบแผ่นดิน) ซึ่งจะใช้ชื่อว่าเงินที่เก็บเข้ากองทุนส่งเสริมท่องเที่ยวไทยแทน เพราะแท้จริงแล้ววัตถุประสงค์หลักเพื่อจะใช้เงินกองทุนซื้อประกันชีวิตให้นักท่องเที่ยว เพราะทุกวันนี้เป็นภาระของรัฐบาลในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล และจะนำเงินส่วนที่เหลือมาดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ

ขั้นตอนในขณะนี้คือการพิจารณาวิธีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม โดยอาจเก็บรวมกับค่าตั๋วเครื่องบิน เพราะกระทบความรู้สึกน้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้พบปัญหา คือไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่เดินทางมาทำธุรกิจ การทูต หรือมาเรียน จึงอาจเก็บ 2 วิธีหลัก คือ 1. เก็บผ่านตั๋วเครื่องบิน แต่มีระบบคืนเงิน (Refund) ให้ผู้ที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ 2. ผ่านระบบ TDAC ของ ตม. อาจต้องมีช่องให้สแกนจ่ายเพิ่ม ซึ่งสามารถแยกได้ว่าเป็นวีซ่าประเภทใด

อย่างไรก็ดี นายสมศักดิ์ ยอมรับว่ามีโอกาสที่จะเก็บสูงกว่า 300 บาท เพราะอยากซื้อประกันที่ดีที่สุดให้แบบพรีเมียม เข้าโรงพยาบาลเอกชนดี ๆ ได้ อย่างน้อยถูกกว่าที่นักท่องเที่ยวซื้อเองแน่นอน โดยจะเรียกสมาคมประกันมาหารือเพื่อสร้างราคาร่วมกัน

“ก่อนหน้านี้ในสัดส่วน 300 บาท ค่าประกันอยู่ที่ประมาณ 70-80 บาท แต่ปัจจุบันต้องการยกระดับประกันแบบพรีเมียมมากขึ้น จึงต้องมีการพูดคุยกัน เนื่องจากต้นทุนประกันในปัจจุบันสูงขึ้นกว่าเดิม และรัฐบาลต้องการให้มีเงินเหลือเข้ากองทุนฯ ด้วย”นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระบวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวในการเข้าประเทศ จะมีความชัดเจนภายในปี 69 นี้แน่นอน โดยจะมีการประชุมเพื่อสรุปรายละเอียดในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. นี้

ส่วนของผลกระทบของมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีผลกระทบถ้านับจำนวนนักท่องเที่ยวจริง ไม่รวมคนที่แฝงเข้ามา เพราะมองว่ผลกระทบภาคท่องเที่ยวปีนี้คือราคาพลังงานที่สูงขึ้น และสถานการณ์เศรษฐกิจ

นอกจากนั้น ยังมองโอกาสเก็บภาษีเดินทางออกราชอาณาจักรไทย (Exit Fee) เป็นการเก็บคนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปจากที่เคยเป็นแนวคิดของกระทรวงการคลังในการเก็บรายได้ให้ประเทศ และวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น นำไปใช้ทำมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวคนละครึ่ง เหมือนที่ผ่านมาในอดีต และยังสามารถนำมาช่วยค่าโรงแรม ค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศ ให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้ด้วย

“ถ้าจะทำจริง จะนำมาใช้ได้เร็วมาก เพราะกฏหมายนี้มีอยู่แล้ว แต่งดใช้มาหลาย 10 ปี ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็สามารถเสนอเข้าครม. ได้เลย แต่เท่าที่ฟังในโลกโซเชียล ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเที่ยวในประเทศแพง ซึ่งเชื่อว่าถ้าดูกระแสแล้ว ทำแล้วมีผลกระทบ ไม่เหมาะสม กระทรวงการคลังก็น่าจะรับฟังและไม่ทำ แต่ส่วนตัวเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะนโยบายนี้จะทำให้การท่องเที่ยวในประเทศถูกลง” นายสุรศักดิ์ กล่าว

สั่งททท. ทบทวนเป้านักท่องเที่ยวปี 69 ให้สอดคล้องสถานการณ์จริง

นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กลับไปทบทวนตัวเลขเป้าหมายนักท่องเที่ยวปี 69 ใหม่อย่างรอบคอบ เนื่องจากมองว่าตัวเลขเดิมอาจจะยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และอาจจะดูเข้าข้างตัวเองเกินไป

โดยก่อนหน้านี้เป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวล่าสุดที่ททท. มองไว้ในปี 69 อยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ซึ่งหากหลังจากไตรมาส 2/69 สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ก็ให้ททท. ทบทวนปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวลงตามสถานการณ์ ทั้งนี้ แม้สุดท้ายแล้วอาจจะมีการปรับตัวเลขเป้าหมายนักท่องเที่ยวลง แต่ถ้าสามารถสร้างรายได้ต่อหัวให้มากขึ้น ทำให้มูลค่ารายได้ยังเท่าเดิม ตนมองว่าทุกคนก็น่าจะพอใจ ซึ่งการประเมินตอนนี้เชื่อว่ายังไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)