เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขเปิดเผยว่า มีผู้ป่วยในฉนวนกาซาเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 5-7 ราย จากความล่าช้าในการเดินทางไปรับการรักษาในต่างประเทศ ขณะที่ชาวปาเลสไตน์หลายสิบคนออกมาชุมนุมประท้วงการปิดล้อมของอิสราเอล และกล่าวหาว่าอิสราเอลใช้นโยบาย “ทำให้ประชาชนอดอยาก” โดยเจตนา
บาชาร์ มูรัด ผู้อำนวยการโครงการสุขภาพของสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ว่า มีผู้ป่วยมากกว่า 18,000 ราย ที่จำเป็นต้องได้รับการส่งต่อไปยังศูนย์การแพทย์เฉพาะทางนอกฉนวนกาซา
มูรัดกล่าวว่า ระบบสาธารณสุขในกาซาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ โดยโรงพยาบาล 29 แห่งไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ส่วนโรงพยาบาลที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ ก็สามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างจำกัด ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องให้ความสำคัญกับผู้ป่วยอาการวิกฤตที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อน
ขณะเดียวกัน PRCS เปิดเผยว่า ทีมงานได้เข้าร่วมภารกิจอพยพทางการแพทย์เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อเคลื่อนย้ายประชาชน 79 คน ซึ่งรวมถึงผู้ป่วย 38 คน และผู้ติดตาม 41 คน จากสำนักงานใหญ่ขององค์กรฯ ในเมืองข่านยูนิส ผ่านจุดผ่านแดนราฟาห์สู่ประเทศอียิปต์ โดยประสานงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO)
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสาธารณสุขในกาซาเตือนว่า กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์อย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยหลายพันคน
แถลงการณ์ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตราว 250 คน เสี่ยงไม่สามารถเข้ารับการฟอกไตได้จากปัญหาขาดแคลนเวชภัณฑ์ ขณะที่เด็ก 8 คน อาจต้องหยุดการฟอกไตเนื่องจากขาดเครื่องกรอง นอกจากนี้ การขาดแคลนอินซูลินยังทำให้อาการของผู้ป่วยเบาหวานราว 11,000 คน ทรุดหนักลง และผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย 110 คน กำลังเผชิญปัญหาขาดการรักษาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ แม้ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2568 แต่สภาพความเป็นอยู่ในฉนวนกาซา ซึ่งมีประชากรกว่า 2 ล้านคน ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ค. 69)





