จีนเร่งดัน “หยวนดิจิทัล” สู่เวทีโลก หวังลดพึ่งดอลลาร์-ขยายอิทธิพลการเงิน

ธนาคารกลางจีน (PBOC) กำลังเร่งผลักดันการใช้งานเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้จีนเดินคนละเส้นทางกับสหรัฐฯ และกลายเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญในการกำหนดทิศทางระบบการเงินในอนาคต

แนวทางของจีนแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สนับสนุนสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ขณะที่ห้ามการใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ภายในประเทศ

แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารกลางจีนได้ใช้ทั้งมาตรการจูงใจทางนโยบายและคำสั่งภายใน เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ขยายการใช้งานเงินหยวนดิจิทัลในหลายด้าน ตั้งแต่การจับสลาก การชำระค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาด ไปจนถึงการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยหลายมาตรการดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน ธนาคารต่าง ๆ ยังถูกผลักดันให้เพิ่มการใช้ e-CNY ในธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะตามเส้นทางโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ส่งผลให้สถาบันการเงินเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ หนังสือค้ำประกัน (Letter of Credit) และตั๋วเงิน

แหล่งข่าวทั้งหมดปฏิเสธเปิดเผยตัวตน เนื่องจากไม่มีอำนาจให้ข้อมูลต่อสื่อ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังไม่ได้ตอบคำถามของสำนักข่าวรอยเตอร์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

แหล่งข่าวบางรายมองว่า การเร่งผลักดันเงินหยวนดิจิทัลมีเป้าหมายสำคัญในการลดการพึ่งพาระบบชำระเงินระหว่างประเทศที่ถูกครอบงำโดยสถาบันการเงินตะวันตก และอิงกับดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก

หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า e-CNY จะทำหน้าที่เป็นกลไกสำรองทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้การค้าระหว่างประเทศของจีนดำเนินต่อไปได้ แม้เกิดแรงกระทบจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต โดยความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งถูกตอกย้ำจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ไชนา ซีเคียวริตีส์ (China Securities Co) ระบุในรายงานว่า สงครามได้สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงจากการใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง และตอกย้ำความจำเป็นในการลดการพึ่งพาดอลลาร์ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยมองว่าความขัดแย้งกับอิหร่านกำลังเร่งกระบวนการเพิ่มบทบาทของเงินหยวนในเวทีโลก

รายงานดังกล่าวยังมองว่า อิทธิพลของเงินหยวนในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้า แต่ในอนาคตอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มอำนาจของจีนในเวทีโลกด้วย

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ค. 69)