SIRI เสริมแกร่งกลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV ต่อ ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 2.8 หมื่นลบ.

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ [SIRI] กล่าวว่า แสนสิริ เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง (Mitsui Fudosan Group) พันธมิตรด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมพัฒนาโครงการคุณภาพกับแสนสิริมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัย ผ่านการผสานความแข็งแกร่งของแสนสิริในฐานะผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการระดับสากลของกลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง สู่การพัฒนาโครงการล่าสุด “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3 พันล้านบาท ซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยระดับลักชัวรี ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาความคุ้มค่าในทุกมิติของการใช้ชีวิตและการลงทุน ซึ่งนับเป็นโครงการบ้านเดี่ยวโครงการแรกของความร่วมมือระหว่างทั้งสองบริษัทในปี 69

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Strategic Partnership ของแสนสิริ ที่มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตรระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง (Mitsui Fudosan Group) ตามโรดแมปความร่วมมือพัฒนาโครงการร่วมปี 68-69 (มูลค่า JV สองปีร่วม 2.8 หมื่นล้านบาท) โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นภาพรวมภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการลงทุนและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรในอนาคต เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการคุณภาพในทำเลศักยภาพ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง

โดยโครงการร่วมทุนล่าสุด “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี บนทำเลศักยภาพ โดดเด่นด้วยดีไซน์ Berlin Architecture ที่มอบความสง่างามเหนือกาลเวลา พร้อมออกแบบทุกฟังก์ชันให้เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว รองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแบบบ้านจำนวน 4 แบบ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 287-504 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ และทะเลสาบขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ ราคาเริ่มต้น 18.99-30 ล้านบาท ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม

โครงการดังกล่าวสามารถปิดการขายเฟสแรกได้ภายในช่วงพรีเซลเพียง 2 วัน และเดินหน้าเปิดเฟสใหม่ทันที ตอกย้ำทั้งศักยภาพของทำเลกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ความแข็งแกร่งของ แบรนด์แสนสิริ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อการพัฒนาโครงการคุณภาพระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9%

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการร่วมทุนในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแสนสิริในด้านศักยภาพทางธุรกิจและสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยผลประกอบการงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 69 แสนสิริมีรายได้รวมอยู่ที่ 6,691ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 864 ล้านบาท โต 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มิ.ย. 69)