
S&P Global Energy เผยแพร่รายงานในหัวข้อ “ช่องแคบฮอร์มุซ: การนิยามคำว่า ‘เปิด’ ท่ามกลางภูมิทัศน์ตลาดที่ซับซ้อน” โดยระบุว่า เงื่อนไขในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่การหยุดยิงอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่การเดินเรือต้องกลับมาเป็นปกติจริงและมีเรือสัญจรผ่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทประกันภัยสามารถรับประกันได้ และความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ธุรกิจยอมรับได้
S&P Global Energy อ้างอิงข้อมูลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในตลาดน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และการขนส่งทางเรือ ซึ่งระบุว่า ตลาดต้องการเห็นเงื่อนไข 5 ประการ จึงจะถือว่าช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง
เงื่อนไขข้อที่ 1 คือ ปริมาณการเดินเรือต้องฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดระบุว่า ปริมาณการเดินเรือควรกลับมาอยู่ที่ราว 50%-90% ของระดับก่อนเกิดสงคราม และต้องทรงตัวต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1-4 สัปดาห์ โดยการเดินเรือควรรวมถึงเรือที่เป็นเจ้าของหรือเช่าโดยบริษัทระหว่างประเทศหลากหลายกลุ่ม ครอบคลุมทั้งบริษัทน้ำมันรายใหญ่ บริษัทเทรดดิ้ง และบริษัทน้ำมันของรัฐ
เงื่อนไขข้อที่ 2 คือ การมีระยะเวลาสังเกตการณ์ 30-45 วันหลังจากประกาศหยุดยิง เพื่อยืนยันว่าการสู้รบยุติลง อุปสรรคในการเดินเรือหมดไป และสามารถกลับมาเดินเรือได้อย่างปลอดภัย โดยช่วงเวลานี้ควรอนุญาตให้เรือที่ติดค้างอยู่สามารถออกไปได้ และให้เรือที่รออยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้ามาได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เงื่อนไขข้อที่ 3 คือ การเข้าถึงประกันภัยทางทะเล โดยการเข้าถึงความคุ้มครองความเสี่ยงจากสงครามภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์ ยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ เบี้ยประกันที่สูงขึ้นอาจยอมรับได้ แต่หากความคุ้มครองถูกจำกัดอย่างมาก หรือมีราคาแพงเกินไป จะไม่ถือว่าเป็นการกลับสู่ภาวะปกติ
เงื่อนไขข้อที่ 4 คือ ความปลอดภัยทางกายภาพ ซึ่งรวมถึงการขจัดอันตรายในการเดินเรือ เช่น ทุ่นระเบิดในทะเล และการบังคับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ
เงื่อนไขข้อที่ 5 คือ การปรับการเดินเรือให้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งรวมถึงการกลับมาของเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ และเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมกับการเข้าเทียบท่าตามปกติ และการขนถ่ายสินค้าตามปกติ
ราหุล กาปูร์ หัวหน้าฝ่ายการขนส่งทางเรือของ S&P Global Energy กล่าวว่า ตลาดแยกแยะความแตกต่างระหว่างการเปิดช่องแคบทางเทคนิคและการเปิดช่องแคบเชิงพาณิชย์ โดยพิจารณาจากความเชื่อมั่นที่กลับคืนมา ต้นทุนประกันภัยที่ลดลง และความปลอดภัยในการเดินเรือ
กาปูร์เปิดเผยว่า เรือกว่า 800 ลำยังคงติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่แบบจำลองของ S&P Global Energy ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มที่จะยังคงต่ำกว่าระดับปกติไปจนถึงครึ่งหลังของปีนี้
รายงานระบุว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมากหลังจากความขัดแย้งปะทุขึ้น โดยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปริมาณการเดินเรือโดยรวมเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 11 ลำต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันเฉลี่ยไม่ถึง 2 ลำ หรือลดลงมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดสงคราม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มิ.ย. 69)





