
นายเฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป [EPG] เปิดเผยว่าในปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค. 70) บริษัทตั้งเป้าหมายรักษาระดับยอดขายที่ 13,800 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าทั้ง 3 ธุรกิจหลักจะสร้างการเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากแต่ละธุรกิจมีโอกาสการเติบโตที่ชัดเจน พร้อมทั้งยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ 30 – 33%
อีกทั้งบริษัทตั้งงบลงทุนในปีบัญชี 69/70 รวม 400 ล้านบาท สำหรับเพิ่มเครื่องจักร และใช้ปรับปรุงไลน์การผลิต โดยแบ่งเป็นธุรกิจ Aeroflex ใช้งบลงทุน 150 ล้านบาท ธุรกิจ Aeroklas 150 ล้านบาท และ ธุรกิจ EPP 100 ล้านบาท ขณะที่ปีบัญชี 70/71 และปีบัญชี 71/72 ใช้งบลงทุนปีละ 220 ล้านบาท สำหรับเป้าหมายการเติบโตของทั้ง 3 ธุรกิจในปีนี้ ได้แก่
1. ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อนที่มียอดขาย 4,291 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฉนวนกันความร้อน/เย็น เกรดพรีเมี่ยมสำหรับระบบ HVAC และ Air Ducting System ที่มุ่งเน้นทำการตลาดภายในไทย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
สำหรับตลาดสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor/ Cloud/ Data Center และยานยนต์ ส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่ม Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการอนุรักษ์พลังงานในระยะยาว Aeroflex USA Inc มุ่งเน้นการปรับสมดุลให้กับกลุ่มสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารราคาอย่างเหมาะสม พร้อมลงทุนซื้ออาคารโรงงานเพิ่มเติมในสหรัฐอเมริกาเพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของ Aeroflex ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI/ Data Center/ Semiconductor และความต้องการโซลูชันด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนสิงหาคม 2569
ขณะที่โอกาสจากการลงทุนอุตสาหกรรม Data Center ในไทย บริษัทคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนจากบริษัทด้าน Data Center เป็นจำนวนหลักร้อยบริษัท ทั้งนี้กระบวนการก่อสร้าง Data Center มักใช้เวลาราว 12-24 เดือนขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ ซึ่งสินค้าของบริษัทจะถูกใช้ช่วงปลายของขั้นตอนการก่อสร้าง หรือช่วง 1 ปีครึ่ง จะเริ่มมีการใช้มาก และอาจมีการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว
2. ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อนที่มียอดขาย 6,335.3 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแผนการผลิตของค่ายยานยนต์ในแต่ละภูมิภาคยังคงฟื้นตัวไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม Aeroklas ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา (Lightweight Solutions) มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานสำหรับยานยนต์สันดาป (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในตลาดหลักทั่วโลก พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับธุรกิจในประเทศออสเตรเลียบริษัทมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านแผน Turnaroundของ Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd.(AAPG) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเสริมสร้างธรรมาภิบาล และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้สภาวะตลาดยังคงท้าทาย แต่เริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกในหลายด้านจากมาตรการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน 4Way Suspension Product Pty., Ltd เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่ายจัดจำหน่าย และการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในออสเตรเลีย
ขณะที่ธุรกิจในไทยมียอดขายลดลงในช่วงนี้ จากปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่ม SME ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้ไม่สามารถจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อรถเชิงพาณิชย์ได้ ประกอบกับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่บางรายยังมีการเลื่อนแผนการผลิตรถกระบะสายพันธุ์ใหม่ออกไป อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธ์การเป็นซัพพลายเออร์ที่ผ่านมาตรฐานระดับโลกและมีฐานการผลิตครอบคลุมทั้งในไทยและจีน EPG จึงมีความมั่นใจในการปรับตัวและรักษาการเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน
3. ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,882.1 ล้านบาท โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้วยการรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังคงมีความท้าทาย ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญของธุรกิจ EPP ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบและบริหารสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ
สำหรับธุรกิจร่วมทุนในไทย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
นายเฉลียว กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีบัญชี 69/70 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงการฟื้นตัวที่แตกต่างกันของแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละภูมิภาค ภายใต้บริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง บริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจผ่านแนวคิด ‘Resilience’ โดยมุ่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทเลือกใช้
“กลยุทธ์ รุก รับ หรือ ถอย” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจและสภาวะของตลาด โดยพิจารณาจากโอกาสทางธุรกิจ ระดับความเสี่ยง และแนวโน้มของอุตสาหกรรมในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารจัดการชัดเจน (Focus Framework) ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินทางเลือก และจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจมีความแม่นยำ รอบคอบ และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว
ด้วยจุดแข็งจากกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก และฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก บริษัทจึงมีความพร้อมในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก สามารถบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้อย่างสมดุล พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกวัฏจักรของธุรกิจ
“ความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้วัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการบริหารโอกาสและความเสี่ยงอย่างสมดุล รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้กลยุทธ์รุก รับ หรือถอย ได้อย่างเหมาะสม ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีวินัยและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง บริษัทจึงนำแนวคิด Resilience ปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร เพื่อให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน สร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายเฉลียว กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)





