ส.อ.ท. ตั้ง 8 คลัสเตอร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนลบ. หนึ่งในปัจจัยหนุนสำคัญ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. ได้ตั้ง 8 คลัสเตอร์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  1. อาหารและผลิตผลทางการเกษตร (Future Food) ซึ่งมีแนวทางการขับเคลื่อน Future Food (Functional Food & Medical Food) โดยมีความท้าทายจากความผันผวนสภาพอากาศ ต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่งสูง มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และกฏระเบียบการค้า
  2. แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ มีแนวทางส่งเสริมการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแฟชั่นฯ โดยมีความท้าทายจากการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ และกำลังซื้อในประเทศเปราะบาง
  3. ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เน้นส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเครื่องมือแพทย์ ในกลุ่ม Embedded Medical Devices โดยมีความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง และต้นทุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้า
  4. วิศวกรรมเครื่องจักรสนับสนุนการผลิต ด้วยการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายจักรกล เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทย และสนับสนุนภารกิจ Smart Manufacturing
  5. ยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ของโลก โดยมีความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านการผลิตจากรถยนต์สันดาบสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
  6. ปิโตรเคมี ด้วยการผลักดันประเด็นด้านพลังงาน และวัตถุดิบภายในประเทศ แต่ยังมีความผันผวนของราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศ
  7. วัสดุก่อสร้าง ขับเคลื่อนงาน Modular Construction แต่ยังมีความท้าทายจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ
  8. อุตสาหกรรมขนส่งทางราง ด้วยการขับเคลื่อนงานระบบทางราง ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) แต่ยังมีความท้าทายจากการพึ่งพาโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี มาตรฐานและบุคลการด้านวิศวกรรม

นางพิมพ์ใจ กล่าวถึงแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรม ไตรมาส 2/69 ว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการขยายตัวจากปัจจัยหลัก ประกอบด้วย

  • ตลาดต่างประเทศขยายตัว ในกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหาร-เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง
  • ความต้องการในประเทศเติบโตในกลุ่มเครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ น้ำมันปาล์ม
  • นโยบายภาครัฐสนับสนุนจากกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน & การจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล (Data Center)

2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง

  • ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่ง ในกลุ่มปูนซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม เซรามิก หลังคา แก้ว
  • ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ในกลุ่มพลาสติก เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย) การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
  • สินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ในกลุ่มสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์
  • กำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ และหัตกรรมสร้างสรรค์

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

ปัจจัยบวก ประกอบด้วย

  1. การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เติบโตต่อเนื่อง
  2. การส่งออกขยายตัวสูง
  3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
  4. มาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV, โครงการ Quick Big Win ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
  5. แนวโน้มเครดิตประเทศไทย เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) จาก Negative (เชิงลบ) หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ

ปัจจัยลบ ประกอบด้วย

  1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
  2. อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น
  3. สินค้านำเข้าขยายตัวสูงขึ้น
  4. ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทั้งภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคเกษตร
  5. ความกังวลต่อภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ ช่วงกลางปี 69

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)