
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (5 มิ.ย.) ว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับ 1.09 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพ.ค. ขณะที่ยอดการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศลดลงมากถึง 7.56 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับของเดือนเม.ย. ส่วนเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ ทรงตัวที่ 1.62 แสนล้านดอลลาร์
ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ขายหลักทรัพย์ต่างประเทศออกมาเป็นจำนวนมากในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ารัฐบาลอาจมีการนำสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาใช้เพื่อระดมทุนในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนดังกล่าว
การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มีการยืนยันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.73 ล้านล้านเยน (7.34 หมื่นล้านดอลลาร์) ในระหว่างวันที่ 1-28 พ.ค.
แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้าซื้อเงินเยนในวันที่ 30 เม.ย. หลังจากที่สกุลเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160.72 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาดอีกหลายวันหลังจากนั้น
แม้ว่าข้อมูลที่เปิดเผยในวันนี้ไม่ได้แสดงรายละเอียดแยกย่อยเกี่ยวกับการถือครองหลักทรัพย์ แต่นักลงทุนประมาณการว่า ราว 70% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของญี่ปุ่นถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ ข้อมูลการรับฝากหลักทรัพย์ในรูปพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นน่าจะเทขายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เพื่อเป็นทุนในการเข้าซื้อเงินเยนเมื่อไม่นานมานี้
ทั้งนี้ การขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับการแทรกแซงตลาดนั้น อาจดึงดูดความสนใจจากรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น โดยเมื่อต้นปีนี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้เตือนรัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่นว่า ความผันผวนในตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่นอาจลุกลามไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเบสเซนต์กำลังจับตาการเทขายพันธบัตรโดยผู้ถือครองต่างชาติ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)





