GCAP GOLD ชี้ 3 ปัจจัยท้าทายป่วนเฟด! หนุนราคาทองคำระยะยาวยังแกร่ง

บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) คาด ราคาทองคำระยะยาวแข็งแกร่ง แม้ระยะสั้นเผชิญแรงกดดัน หลังตลาดปรับคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว เหตุเฟดเจอความท้าทายรอบด้าน เงินเฟ้อ-ภาวะเศรษฐกิจ และหนี้สาธารณะสูงต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวถูกจำกัดทางเลือกด้านนโยบายการเงินของเฟด ส่งผลบวกต่อทองคำ พร้อมทยอยสะสม แนะรอซื้อที่บริเวณ 4,430 ดอลลาร์ และ 4,380 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 68,600 และ 67,700 บาท)

น.ส.อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า ราคาทองคำช่วงที่ผ่านมา ต้องเผชิญแรงกดดัน จากการเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาด ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของทองคำในระยะยาว ยังคงแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากเฟดกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรับมือกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถูกขีดเส้นในกรอบที่จำกัดทางเลือกด้านนโยบายการเงินของเฟดในอนาคต และสนับสนุนต่อบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

“ตลาดการเงิน ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยหลายครั้งภายในปีนี้ แต่ล่าสุด ตลาดประเมินว่าเฟดอาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบัน ตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี อยู่ในระดับใกล้เคียงที่อัตรา 50:50 สะท้อนความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ด้วยภาวะดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น” น.ส.อารีรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยระดับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองโดยภาคเอกชนได้ปรับขึ้นทะลุ 100% ของ GDP

ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐ ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เข้าใกล้จุดที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสุทธิต่อ GDP อาจสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นลดลง โดยไม่ว่าจะเลือกใช้นโยบาย “ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ” หรือ “ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ต่างก็มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน

ขณะเดียวกัน ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง ทำให้ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว โดยเริ่มเห็นสัญญาณความกังวลจากตลาดพันธบัตรต่อสถานะการคลังของกลุ่มประเทศตะวันตกมากขึ้น ประกอบกับนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก ยังคงมีสัดส่วนการถือครองทองคำที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม

“การปรับฐานของราคาทองคำในปัจจุบัน เป็นเพียงโอกาสในการสะสม โดยปัจจัยหนุนรอบถัดไป อาจมาจากความอ่อนแอของตลาดหุ้นโลก ที่มีแรงขับเคลื่อนมาจากความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ และแนวโน้มการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก” น.ส.อารีรัตน์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ แนะกลยุทธ์ “รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” บริเวณ 4,430 ดอลลาร์ และ 4,380 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 68,600 และ 67,700 บาท ตามลำดับ) เพื่อสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว และหากราคาสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดแรงซื้อคืนกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านระยะสั้น บริเวณ 4,550 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 70,500 บาท)

อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำโลกหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 4,380 ดอลลาร์ จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการปรับฐานที่ลึกขึ้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)