แอมเนสตี้เปิดโปง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเพิ่มขึ้น สวนทางรัฐบาลเคลมกวาดล้างสำเร็จ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) เปิดเผยว่า กัมพูชายังไม่สามารถทลายเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศได้สำเร็จ แม้ดำเนินมาตรการปราบปรามมานานร่วมปี ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่เคยประกาศว่าจะสามารถกำจัดขบวนการเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปได้

จากข้อมูลจนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่ามีฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์อยู่ถึง 86 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 53 แห่งในปีก่อนหน้า และพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าแทรกแซงการดำเนินงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้เพียง 24 แห่งเท่านั้นในช่วงที่รัฐบาลรณรงค์ปราบปราม ตัวเลขดังกล่าวขัดแย้งกับคำแถลงอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาที่ระบุว่า ได้บุกทลายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ไปแล้วกว่า 250 แห่งทั่วประเทศ

ข้อค้นพบเหล่านี้นำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยต่อคำยืนยันของรัฐบาลกัมพูชาที่ว่าอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ได้อ่อนแอลงอย่างมาก โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชัย สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโส เคยกล่าวว่า กิจกรรมการหลอกลวงออนไลน์ลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง และปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขให้หมดไปภายในเดือนเมษายน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้รายงานผลการจับกุม การดำเนินคดี และการเนรเทศบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้เป็นจำนวนหลายพันคน

“มาตรการปราบปรามของกัมพูชาล้มเหลวในจุดสำคัญ ทั้งในแง่การสืบสวนและการปิดฐานปฏิบัติการบางแห่งที่รู้จักกันดีในประเทศ รวมถึงการปกป้องและช่วยเหลือเหยื่อที่หลบหนีออกมาได้” องค์กรสิทธิมนุษยชนซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน ระบุในรายงานที่เผยแพร่ในวันนี้ (8 มิ.ย.)

รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ได้เปลี่ยนบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลายเป็นศูนย์กลางของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างรายได้มหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยกัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว ได้กลายเป็นศูนย์รวมของอาคารสำนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ซึ่งแรงงานค้ามนุษย์ถูกบังคับให้เข้าร่วมขบวนการหลอกลวงเหยื่อจากทั่วโลก

“เราเข้าใจว่า การปราบปรามส่วนใหญ่ของพวกเขาค่อนข้างจะเป็นการแสดง เพื่อแจ้งเตือนกลุ่มคนสำคัญภายในศูนย์หลอกลวงก่อนที่จะมีการเข้าตรวจค้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทลายตัวการใหญ่จริง ๆ” จูเลีย ดิกสัน นักวิชาการจากโครงการข่าวกรอง ความมั่นคงแห่งชาติ และเทคโนโลยี แห่งศูนย์ศึกษาการระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) กล่าว

“เราได้เห็นการเคลื่อนย้ายจำนวนมากภายในกัมพูชา โดยอาจเปลี่ยนรูปแบบจากอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ในเขตชายแดน ไปสู่ฐานปฏิบัติการขนาดเล็กลงที่ติดตามตัวได้ยากขึ้นภายในเขตเมือง หรือไม่ก็แค่ย้ายฐานไปยังประเทศอื่น”

แม้แอมเนสตี้จะยอมรับว่ามีผู้คนหลายพันคนที่สามารถหลบหนีหรือได้รับการปล่อยตัวระหว่างการปราบปรามของรัฐ แต่รายงานระบุว่า คนเหล่านี้กลับถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย มากกว่าจะได้รับการดูแลในฐานะเหยื่อ พร้อมเสริมว่า ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาองค์กรการกุศล ชาวบ้านในพื้นที่ และสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ ในการสนับสนุนด้านอาหาร ที่พักอาศัย และความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ

นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ได้เริ่มเปิดปฏิบัติการปราบปรามศูนย์หลอกลวงทั่วประเทศในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โดยระบุว่าเครือข่ายแก๊งต้มตุ๋นเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งแม้ความพยายามดังกล่าวส่งผลลัพธ์อยู่บ้าง แต่แอมเนสตี้สรุปว่า ความล้มเหลวเชิงระบบ การสืบสวนที่ไม่เพียงพอ และการคุ้มครองเหยื่อที่ไร้ประสิทธิภาพ เปิดทางให้อุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้ยังคงอยู่รอดมาได้

นอกจากนี้ ดิกสันยังกล่าวเพิ่มเติมว่า มีสัญญาณว่าผู้ที่หลบหนีหรือได้รับการปล่อยตัวออกมาจากศูนย์เหล่านี้ กำลังถูกนำตัวกลับเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ซ้ำอีกครั้งภายในกัมพูชา “คุณจะเห็นผู้คนจำนวนมากออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในกัมพูชาในขณะที่มีการบุกตรวจค้น คนเหล่านี้ไม่มีที่ไป และไม่มีช่องทางในการเดินทางกลับ ดังนั้นสุดท้ายแล้วพวกเขาต้องเข้าไปอยู่ในศูนย์หลอกลวงแห่งอื่นอีก บางคนอาจจะเต็มใจ แต่ส่วนใหญ่มักไม่เต็มใจ”

ด้าน สเตฟานี บารูด์ นักวิเคราะห์ข่าวกรองอาชญากรรมจากหน่วยต่อต้านการค้ามนุษย์และการลักลอบขนย้ายแรงงานต่างด้าวขององค์การตำรวจสากล (Interpol) ในประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า มีสัญญาณว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชากำลังแตกตัวออกเป็นปฏิบัติการขนาดเล็ก รวมถึงแฝงตัวเข้าไปอยู่ในย่านที่พักอาศัย

“การปราบปรามนำไปสู่จุดจบของขบวนการนี้หรือไม่? ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น” บารูด์กล่าว “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ยังคงอยู่ และกำลังผุดขึ้นในสถานที่อื่น ๆ”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)