ครม.เงา เรียกร้องรัฐบาลสู้กลับข้อกล่าวหาสหรัฐฯ แนะวางยุทธศาสตร์เจรจา เปิดเผยข้อแลกเปลี่ยนต่อสาธารณะ

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ แถลงผลประชุมครม.เงา ว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เตรียมนำมาตรา 301 มาใช้ โดยอ้างสองเหตุผลหลักสำหรับเก็บภาษีสินค้าจากไทยคือ การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และการผลิตส่วนเกิน (Structural Excess Capacity and Production) ซึ่งขณะนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พุ่งเป้าไปที่การเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายนเป็นหลัก แต่ ครม.เงา เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการทั้งสู้และเจรจาไปพร้อมกัน

ในส่วนของการสู้ข้อกล่าวหาเรื่องการผลิตส่วนเกิน นายวีระยุทธ ชี้ว่า USTR อ้างเรื่องการเกินดุลการค้าและการใช้กำลังการผลิตต่ำ โดยไม่ได้ระบุว่าไทยมีนโยบายอุดหนุนภาคเอกชน ซึ่งต่างจากกรณีจีน อินเดีย และเวียดนาม ที่รัฐอุดหนุนธุรกิจส่งออกอย่างชัดเจน ดังนั้น เราจึงต้องชี้แจงตอบโต้ว่าประเทศไทยไม่ได้ดำเนินนโยบายอุดหนุนจนเกิดการผลิตล้นเกินเพื่อทุ่มราคาตลาดโลกหรือตลาดสหรัฐฯ แต่อย่างใด

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง แรงงานบังคับ นายวีระยุทธ กล่าวว่า USTR กล่าวหาว่าไทยยังไม่มีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยสามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงกฎระเบียบ เพราะเป็นมาตรฐานที่ไทยต้องยกระดับอยู่แล้วหากต้องการทำการค้าหรือเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย Forced Labour Regulation (FLR) ที่ห้ามวางขายสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับในตลาด EU โดยจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2570 และเนื่องจากมาตรฐานของสหรัฐฯ กับ EU กำลังขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ไทยจึงควรถือโอกาสนี้ยกระดับกฎระเบียบด้านแรงงานไปเลย

ส่วนเรื่องการเจรจาข้อตกลง ART นายวีระยุทธ ชี้ว่า ขณะนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลต้องอย่ายอม ควรปรับข้อแลกเปลี่ยนให้ได้สัดส่วนกับบริบทที่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทิ้งไพ่ทุกใบให้สหรัฐฯ เพราะกรอบภาษีใหม่อยู่ระหว่าง 10% หรือ 12.5% เท่านั้น ต่างจากตอนเผชิญกำแพงภาษีถึง 36% ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไม่ยึดแค่ตัวเลขภาษีเป็น KPI เพราะข้อตกลงที่นำไปแลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน กระบวนการและข้อตกลงจึงต้องรัดกุมและโปร่งใส

นายวีระยุทธ ย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเจรจากับสหรัฐฯ แต่การเจรจาที่ดีต้องไม่เกิดขึ้นในความมืด ยิ่งแรงกดดันจากมาตรา 301 เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะว่ากำลังนำอะไรไปแลก และเหตุใดการแลกเปลี่ยนนั้นจึงเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นอกจากนี้หากข้อตกลงที่เจรจาได้มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรชี้แจงต่อสาธารณะว่าข้อตกลงดังกล่าวเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบใด

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)