
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธานการประชุม แถลงผลการประชุมในประเด็นกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40
นายวรัญญู ทิพยมนตรี ตัวแทนของสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า จากปัญหาเศรษฐกิจทำให้ร้านอาหารในระดับ S และ SME ยอดขายตกมาประมาณ 2-3 ปี ที่ผ่านมา และคลื่นลูกใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและทางอ้อมสูงขึ้น กำลังซื้อของประชาชนลดลง
ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ออกมากำหนดสิทธิ์ว่า ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนนิติบุคคล มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (เฉลี่ยวันละ 5,000 บาท) จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ก็ยิ่งทำให้ยอดขายของเราตกลงไปอีกเยอะมาก เพราะประชาชนเทไปใช้สิทธิ์ในฝั่งที่เป็นรากหญ้า สตรีทฟู้ดทั่วไป โดยยอดขายลดลงมาค่อนข้างมาก
“ผมมีร้านอยู่ราว 40-50 สาขาทั่วประเทศ มีพนักงานอยู่ในเครือก็ราว 300-400 คน ก็อยากเสนอให้รัฐบาลเล็งเห็นว่า ธุรกิจร้านอาหารในขนาด S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้สามารถร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย เพราะพวกเราก็สะบักสะบอม จึงได้ทำการเสนอใน ครม. เงาในวันนี้ด้วย” นายวรัญญู กล่าว
ด้าน นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี ซึ่งร้านอาหาร อาจไม่ต้องใหญ่ แต่ว่าจดทะเบียนนิติบุคคล จดเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอย่างถูกต้อง เสียภาษีอย่างถูกต้อง รัฐบาลกลับมองว่าเมื่อเขาจดทะเบียนแล้วแปลว่า เป็นร้านใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อาจจะขาดรายละเอียด เพราะร้านขนาด S ไม่ได้ใหญ่เสมอไป
ขณะที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายทั่วไปที่ไม่ได้จดนิติบุคคลที่อาจจะมียอดขายเยอะด้วยก็ได้ แต่ได้เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีถูกต้อง ไม่ได้เข้า เลยเป็นความเหลื่อมล้ำ และกลายเป็นการลงโทษผู้ที่ทำดี

ดังนั้น ในโอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาอีก 3 เดือนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ จึงก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหาร โดยให้นิติบุคคลขนาด S ที่จดทะเบียนถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในช่วงเวลาที่เหลือได้ด้วย
อีกส่วนหนึ่ง คือผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส จากที่รัฐบาลตั้งสิทธิ์ไว้ 30 ล้านสิทธิ์ มีผู้ลงทะเบียนปัจจุบัน อยู่ประมาณ 26 ล้านคน เท่ากับว่ายังมีอีกประมาณ 4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้เข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอสิทธิ์สิทธิ์ แปลว่ามีวงเงินเหลือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำงบฯ ก้อนนี้ มาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ทำถูกต้องได้ด้วย และเป็นการจูงใจให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีได้ด้วย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ผู้ประกอบการโดนวิกฤตปัญหาหลายอย่างรุมล้อม ทั้งวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อหดตัว วันนี้รัฐบาลบอกว่ากำลังจะเอาโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าไปเข้าร่วมแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ซึ่งจริง ๆ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้ากำลังโดนแพลตฟอร์มเอาเปรียบอยู่ ดังนั้น เราเองต้องช่วยกันตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินโครงการแบบนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
“เราไม่ได้ค้านในส่วนนี้ แต่ว่าอย่างที่บอก อย่าทำงานหยาบ ถ้าทำงานละเอียด ลงในรายละเอียด จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 มิ.ย. 69)




