
เมื่อเวลา 11.46 น. TIDLOR บวก 5.56% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 19.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,001.60 ล้านบาท จากราคาเปิด 18.00 บาท ราคาสูงสุด 19.00 บาท และราคาต่ำสุด 18.00 บาท
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) แนะนำ ซื้อ บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ [TIDLOR] ราคเป้าหมาย 25 บาท (อิง P/BV ปี 69 ที่ 1.9 เท่า , ROE 15.4%) เรามีมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น และการชิงส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจนายหน้าขายประกัน โดยคาดว่ากำไรจะเติบโต 15% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะแตะระดับ 15.7% ในปี 69 นอกจากนี้ ROE มีโอกาสพุ่งสูงถึง 16.2 – 16.4% ในปี 69-70 หากบริษัทใช้เงินงบประมาณซื้อหุ้นคืนครบจำนวน 2.4 พันล้านบาท
ในมุมมองของเรา ผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้นที่สูงถึง 9% ประกอบกับการเป็นบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ A+ ท่ามกลางวัฎจักรสินเชื่อที่ฟื้นตัวและปราการด่านสำคัญทางเทคโนโลยี (Tech) Moat ที่แข็งแกร่ง ทำให้หุ้นนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในแง่ของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญ คือคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด
ด้านคุณภาพสินทรัพย์สินเชื่อของ TIDLOR เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 19-32% จากการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกในปี 64-66 ซึ่งต่อมาทำให้จำเป็นต้องมีการสะสางงบดุล และทำให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Costs) พุ่งสูงขึ้นเป็น 3.4-3.5% จากปัญหาคุณภาพสินทรัพย์กลุ่มรถบรรทุกและการขาดทุนจากการขายสินทรัพย์รอการขายที่รุนแรงในช่วงปี 66-67 (เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 1.35% ในช่วงปี 62-65)
หลังจากนี้บริษัทจะชะลอการเติบโตของสินเชื่อลงเหลือ 5-6% ในช่วงปี 67-68 ผ่านการคุมเข้มเกณฑ์การอนุมัติ ลดสัดส่วนวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และนำระบบการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) มาใช้เพื่อปรับผลตอบแทนสินเชื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง
ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดรถบรรทุกกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) เข้าสู่จุดสมดุล เราจึงคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกและ Credit Cost ที่ลดลง โดยพอร์ตสินเชื่อในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มสินเชื่อใหม่ (Loan Vintage) ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อยลง โดยสัดส่วนหนี้เสีย (NPL Ratio) และการเกิดหนี้เสียใหม่ (NPL Formation) ปรับตัวลดลงในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น ระดับสำรองหนี้สูญ (NPL Coverage) ที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก ยังเป็นกันชนที่ดีในการรองรับมรสุมทางเศรษฐกิจต่างๆ
TIDLOR มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ของเบี้ยประกันวินาศภัยในรอบ 7 ปี (ปี 61-68) สูงถึง 29% และรั้งตำแหน่งนายหน้าประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในไทย ทำผลงานเติบโตได้ 11% ในปี 68 เทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่เติบโตเพียง 2% เราคาดว่า TIDLOR จะสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการสร้างปราการทางเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งผู้บริโภค (โดยมีศูนย์บริการเคลมประกันแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว) และบริษัทประกันภัย (ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการเคลมเพื่อระบุกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำและลดต้นทุนการเคลม)
ทั้งนี้ ธุรกิจประกันภัยถือเป็นแหล่งรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ (Recurring Income) และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี เนื่องจาก TIDLOR มีอัตราการรักษาฐานลูกค้าเก่า (Retention Rate) ที่แข็งแกร่ง และกว่า 90% ของลูกค้าประกันภัยไม่ได้กู้เงินกับทางบริษัทฯ
เรามองว่า TIDLOR สามารถจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างเชิงรุกเนื่องจาก (1) งบดุลที่แข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมาก, (2) การสนับสนุนด้านสภาพคล่องที่ทรงพลังจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และ (3) อันดับเครดิตที่สูงถึงระดับ A+ หากนับรวมโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 2.4 พันล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลอีก 2.0 พันล้านบาท อัตราส่วนการจ่ายเงินคืนรวม (Total Cash Distribution Ratio) จะสูงถึง 89% และคิดเป็นผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้น(Total Shareholder Yield) ประมาณ 9% (แบ่งเป็นผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นคืน 5% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4%) ในปี 68
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มิ.ย. 69)





