ยูเครนเร่งเครื่องใช้โดรน AI สู้ศึกรัสเซีย หวังชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีทดแทนกำลังพล

ตัวแทนจาก Brave-1 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของรัฐบาลยูเครนที่มีหน้าที่พัฒนายุทธศาสตร์เทคโนโลยีกลาโหมและสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ยูเครนมีแผนที่จะขยายขอบเขตการใช้งานโดรนอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการจริงเพื่อต่อสู้กับกองกำลังรัสเซียภายในสิ้นปีนี้

เป้าหมายของแผนดังกล่าวคือการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อยกระดับความแม่นยำและความสามารถในการระบุเป้าหมายของทั้งปฏิบัติการเชิงรุกและเชิงรับ และช่วยสร้างความได้เปรียบให้ยูเครนในการทำศึกกับรัสเซีย ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีความได้เปรียบอย่างมากในแง่ของจำนวนกำลังพล

ตัวแทนระบุว่า แม้จะมีการใช้โดรน AI ในสงครามอยู่แล้วในตอนนี้ แต่การขยายขอบเขตการใช้งานตามแผนดังกล่าวจะเป็นการนำโดรนที่มีความก้าวหน้ามากกว่าเดิมมาใช้ ซึ่งเป็นโดรนที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตนเองอย่างเต็มรูปแบบในระบบนำทาง

อย่างไรก็ดี ตัวแทนรายนี้เน้นย้ำว่า มนุษย์จะยังคงเป็นผู้ควบคุมและเป็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้ายสำหรับการปฏิบัติการของโดรน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

“โดรนนี้มีความสามารถในการออกตัว บินลาดตระเวน นำทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย ค้นหา ระบุเป้าหมาย และปฏิบัติภารกิจการต่อสู้ได้ โดยที่นักบินไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับตัวควบคุมเลย” ตัวแทนกล่าวเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.

ตัวแทนได้ยกตัวอย่างถึงการใช้งานโดรนสกัดกั้นแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบเมื่อไม่นานมานี้ในแคว้นคาร์คิฟทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งสามารถทำลายโดรนโจมตีของศัตรูลงได้ โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเต็มรูปแบบเพื่อรักษาชีวิตผู้คน”

นอกจากนี้ ตัวแทนยังเชื่อว่า “อาวุธอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI สามารถมีความเป็นมนุษย์ได้มากกว่าที่คิด” เนื่องจากความสามารถในการรับรู้เป้าหมายที่แม่นยำจะช่วยป้องกันไม่ให้โจมตีถูกผู้ที่ไม่ใช่กำลังรบ เช่น พลเรือน และยังช่วยลดผลกระทบจากการถูกกองทัพรัสเซียตัดรบกวนสัญญาณได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ยูเครนกำลังเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประเทศพันธมิตรสามารถเข้ามาฝึกฝนและพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง โดยใช้ฐานข้อมูลจากการรบจริงในยูเครน ซึ่งตัวแทนอีกคนหนึ่งจาก Brave-1 กล่าวเสริมว่า พวกเขาหวังที่จะกระชับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจากโครงการนี้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)