
รัฐบาลประเทศต่างๆ เริ่มดำเนินมาตรการเสริมความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายังจำเป็นต้องมีการผลักดันที่เด็ดขาดกว่านี้ รวมถึงความร่วมมืออย่างจริงจังในระดับภูมิภาค เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
รายงานฉบับใหม่จากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า เหตุการณ์หยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้เปิดแผลให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในภาคพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเตือนว่าภูมิภาคนี้จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานและควบคุมราคาให้ประชาชนเข้าถึงได้ ในขณะที่ยอดการใช้พลังงานในภูมิภาคกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
รายงานแนวโน้มพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Energy Outlook) ประจำปี 2569 ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) ได้ประเมินสถานการณ์ล่าสุดด้านพลังงานทั่วทั้งภูมิภาคอย่างครอบคลุม รวมถึงศึกษาแนวโน้มพลังงานใน 11 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในขณะที่ประเด็นความมั่นคงทางพลังงานขยับขึ้นมาเป็นวาระสำคัญในระดับนโยบายของประเทศต่าง ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค
*เปิดแผลโครงสร้างพลังงานอาเซียน
รายงานเน้นย้ำให้เห็นว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงสูงมากต่อวิกฤตในปัจจุบัน เนื่องจากภูมิภาคนี้พึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 60% และเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นหรือบริโภคในภูมิภาคก็มาจากน้ำมันดิบของตะวันออกกลาง ส่งผลให้การที่การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค จนนำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์เคมี และก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่หลายครัวเรือนใช้ในการประกอบอาหาร
ในปัจจุบัน รัฐบาลแต่ละประเทศกำลังมุ่งเน้นไปที่การจัดการผลกระทบระยะสั้น โดยใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อลดความต้องการใช้พลังงาน เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตาม หากดูจากแนวโน้มของภูมิภาคในช่วงก่อนเกิดวิกฤต รายงานชี้ว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเร่งแก้ไขจุดอ่อนเชิงลึกในระบบพลังงานที่วิกฤตครั้งนี้เผยให้เห็น โดยคาดว่ามูลค่าการนำเข้าพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูงถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกในทศวรรษข้างหน้า ซึ่งหากยังคงอิงตามกรอบนโยบายในปัจจุบัน มูลค่าดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 5% ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคภายในช่วงกลางศตวรรษนี้
“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดแนวโน้มพลังงานโลก โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 20% ของการเติบโตด้านความต้องการพลังงานทั่วโลกในทศวรรษหน้า ซึ่งเป็นรองแค่ประเทศอินเดียเท่านั้น แต่วิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้เผยให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างในภาคพลังงานของภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด” ฟาทีห์ บิรอล ผู้อำนวยการ IEA กล่าว
“การกระจายแหล่งพลังงานและเส้นทางการจัดส่งกลายเป็นภารกิจหลักในเวลานี้ โดยการนำเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่หลากหลายมาใช้ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกลไกสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความยืดหยุ่น นอกจากนี้ ความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้นจะช่วยสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล ทาง IEA ซึ่งได้เปิดตัวศูนย์ความร่วมมือระดับภูมิภาคแห่งแรกที่สิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยการกำหนดนโยบายที่รอบคอบและสมดุลจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความมั่นคง ความย่อมเยา และความยั่งยืนด้านพลังงาน”
*ปรับกลยุทธ์พึ่งพาตนเอง
รายงานยังพบว่า เริ่มมีสัญญาณที่แต่ละประเทศหันมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศตนเองมากขึ้น แม้ว่าทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์จะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศก็ตาม บางประเทศอาจเลือกพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่รายงานคาดว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไหลไปสู่ทางเลือกอื่นมากกว่า
ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในหนึ่งทศวรรษภายใต้นโยบายปัจจุบัน และเริ่มเห็นแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนขึ้นในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) โดยฟิลิปปินส์ได้กลายเป็นประเทศปลายทางที่นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนมากที่สุดเป็นอันดับสองในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งมียอดนำเข้าสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ถึงประมาณสามเท่า
ขณะที่ถ่านหินซึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญในภาคพลังงานของภูมิภาค ก็อาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่หลายประเทศกลับมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน ส่วนพลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนกำลังให้ความสนใจเพิ่มขึ้น แต่บทบาทของนิวเคลียร์จะขึ้นอยู่กับการเร่งรัดโครงการและการควบคุมระยะเวลาการก่อสร้างที่มักใช้เวลานาน
*ความต้องการไฟฟ้าพุ่งกระฉูด จากการใช้เครื่องปรับอากาศ-รถ EV
นอกจากนี้ “ไฟฟ้า” กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อการกำหนดทิศทางอนาคตพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตรวดเร็วกว่าการใช้พลังงานโดยรวมถึงสองเท่า และจะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วไปจนถึงปี 2593 ในทุกสถานการณ์จำลองของรายงาน โดยเฉพาะในทศวรรษหน้าเพียงทศวรรษเดียว ปริมาณความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะเทียบเท่ากับปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันเลยทีเดียว
การเติบโตนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการขยายตัวของประชากรและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตในอุตสาหกรรมเบา รวมถึงความต้องการระบบทำความเย็นที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าจำนวนเครื่องปรับอากาศในภาคครัวเรือนของภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าภายในปี 2578
ขณะเดียวกัน ยอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตก็มีส่วนสำคัญ โดยในปัจจุบัน รถยนต์ทุกๆ 5 คันที่ขายได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมี 1 คันที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า และเริ่มมีสัญญาณว่ารัฐบาลต่างๆ กำลังคลอดนโยบายสนับสนุนนโยบาย EV เพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานในครั้งนี้
จากสถานการณ์ทั้งหมดนี้ รายงานของ IEA จึงเน้นย้ำถึงโอกาสในการดำเนินนโยบายที่เข้มข้นขึ้นในเรื่อง “การประหยัดและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน” ซึ่งเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างความยืดหยุ่นทั้งในช่วงวิกฤตปัจจุบันและในระยะยาว พร้อมทั้งย้ำว่าการตอบสนองต่อความท้าทายด้านพลังงานด้วยการประสานงานกันในระดับภูมิภาคจะช่วยส่งมอบผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ซึ่งครอบคลุมไปถึงระบบไฟฟ้า เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ที่จะช่วยประหยัดต้นทุนและเสริมความมั่นคงทางไฟฟ้า รวมถึงกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมและความมั่นคงน้ำมัน ซึ่งการยกระดับการเจรจาระหว่างกันจะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถดึงจุดแข็งของตนเองมาเกื้อกูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)





