แบงก์ชาติอินโดฯ ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% แตะ 5.75% สูงสุดรอบปี หวังพยุงรูเปียห์

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติในวันนี้ (18 มิ.ย.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 5.75% สอดคล้องการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อหวังดึงดูดเงินทุนไหลเข้าและสกัดแรงเทขายเงินรูเปียห์ รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ ที่กำลังทรุดตัวลงอย่างหนัก

ความเคลื่อนไหวในวันนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินโดนีเซียอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หลังจากที่เพิ่งประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉิน 0.25% สู่ระดับ 5.50% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1.00% จากการปรับขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนในอัตราเท่ากัน 0.25% สู่ระดับ 4.75% และ 6.50% ตามลำดับ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวเด่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคน ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ภาพลักษณ์ดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน หลังค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายอย่างหนัก และเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง จนบรรดานักวิเคราะห์เริ่มใช้คำว่า “Doom Loop” หรือ “วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ” เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่

โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “Sell Indonesia” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนต่างชาติและห้องค้าทั่วเอเชีย โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียสุทธิกว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการเทขายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 2539

แรงขายดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกในปีนี้ ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และยังอ่อนค่ากว่าระดับที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลของนักลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรและตลาดเงิน จนเกิดเป็นกระแสลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างกว้างขวาง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)