TMA เผยอันดับความสามารถแข่งขันไทยปีนี้ดีขึ้น 4 อันดับมาที่ 26 จาก 70 ปท.-เวียดนามจี้ติด

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน วิเคราะห์ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยปีนี้ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากอันดับที่ดีขึ้นในด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้นถึง 3 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับจากปี 69

ผลการจัดอันดับในภาพรวม พบว่า สิงคโปร์ เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกในปีนี้ รองลงมา ได้แก่ ฮ่องกง ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เลื่อนจากอันดับที่ 1 ในปี 68 ไปเป็นอันดับ 3 ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุด 10 อันดับแรกแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 13 ในปี 68 มาเป็นอันดับที่ 10 ในขณะที่กาตาร์เลื่อนจากอันดับที่ 9 ในปีที่แล้วไปเป็นอันดับที่ 11 ในปีนี้

โดยเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจในยุโรปและเอเชียเกือบทั้งหมด ยกเว้นสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเขตเศรษฐกิจในเอเชียอยู่ในอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกถึง 3 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ทั้งนี้ IMD ได้เพิ่มเวียดนามเข้ามาในการจัดอันดับเป็นครั้งแรก ทำให้มีจำนวนเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นเป็น 70 เขตเศรษฐกิจ

จากปัจจัยหลักที่ IMD ใช้ในการจัดอันดับ 4 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่ใช้ข้อมูลสถิติจำนวน 172 ตัวชี้วัด และการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจอีก 92 ตัวชี้วัด รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 264 ตัวชี้วัด พบว่า ประเทศไทยมีผลการจัดอันดับในแต่ละด้าน ดังนี้

1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ: ปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 8 เป็นอันดับที่ 10

โดยเป็นผลจากปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ที่ปรับลดลง 5 อันดับมาเป็นอันดับที่ 9 และการจ้างงาน (Employment) ที่ลดลงจากอันดับที่ 3 เป็นอันดับที่ 4 ถึงแม้ปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) จะมีอันดับคงเดิมที่อันดับ 38 และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 24 และปัจจัยย่อยด้านราคา (Prices) ที่ดีขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 12 ก็ตาม

2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ: ยังคงอยู่ในอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อน

แม้ว่าปัจจัยย่อยเกือบทั้งหมดจะปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ด้านนโยบายภาษี (Tax Policy) ขยับขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 7 ด้านการคลังสาธารณะ (Public Finances) ขยับขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 29 กรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) ขยับขึ้น 3 อันดับเป็นอันดับที่ 46 กรอบการบริหารสังคม (Societal Framework) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 39 และปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ (Business Legislation) คงเดิมที่อันดับที่ 40 ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังคงมีปัจจัยย่อยถึง 3 ด้านที่ยังมีอันดับค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะปัจจัยย่อยด้านกรอบการบริหารภาครัฐ

โดยประเด็นสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความท้าทายของไทย เช่น การบังคับใช้กฎหมาย (rule of law) คอร์รัปชัน และความโปร่งใสของภาครัฐ (transparency) ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่อันดับที่ 57 52 และ 51 ตามลำดับ นอกจากนั้น อันดับของปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจซึ่งมีตัวชี้วัดจากความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจถึง 13 จาก 19 ตัวชี้วัด ได้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยังเป็นประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ: ขยับขึ้นจากอันดับที่ 24 มาอยู่ในอันดับที่ 21

โดยปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity and Efficiency) ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 37 ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) ขยับขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 10 ด้านภาคการเงิน (Finance) ขยับขึ้นถึง 6 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 31 และด้านการบริหาร (Management Practices) ขยับตัวขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 24 โดยปัจจัยย่อยด้านค่านิยมและทัศนคติ (Attitudes and Values) เป็นปัจจัยย่อยเดียวที่มีอันดับลดลง โดยลดลง 3 อันดับเป็นอันดับที่ 25 จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร

ทั้งนี้ ในปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพที่ถึงแม้จะมีอันดับดีขึ้น แต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในระดับตัวชี้วัด พบว่า ประเทศไทยยังผลิตภาพต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพของแรงงาน และผลิตภาพของแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาเพื่อแข่งขันได้ภายใต้สถานการณ์โลกปัจจุบัน

4. โครงสร้างพื้นฐาน: ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 เป็นอันดับที่ 45

โดยปัจจัยย่อยด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) ปรับตัวดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 20 ในขณะที่ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) และด้านการศึกษา (Education) ถึงแม้จะมีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 58 และ 55 เป็นอันดับที่ 56 และ 52 ตามลำดับ แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป ส่วนปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) คงที่ในอันดับที่ 37

ส่วนในด้านโครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) ลดลงถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 39 เป็นผลจากการมีตัวชี้วัดใหม่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้

จากผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะมีอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยมีประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งในด้านพื้นฐาน เช่น ผลิตภาพและประสิทธิภาพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมถึงปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในโลกแห่งอนาคตคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ IMD ได้ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดอันดับในปีนี้ถึง 9 ตัวชี้วัด ด้วยกัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับปรุงในด้านกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่นอกจากการมีกฎหมายที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ยังต้องให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย การมีกฎระเบียบที่โปร่งใสสามารถสร้างความมั่นใจ และคาดหมายผลในทางปฏิบัติได้ อันเป็นประเด็นที่ IMD กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงล้วนแต่เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีกรอบการบริหารเชิงสถาบัน และกฎระเบียบที่ทำให้ภาคธุรกิจ ประชาชน รวมถึงองค์กรภาครัฐมีความมั่นใจในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมหรือนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับรวม 6 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีอันดับที่ 1 และ 15 ตามลำดับ ในขณะที่เวียดนามซึ่งเข้าร่วมการจัดอันดับในปี 69 เป็นปีแรก มีอันดับความสามารถในการแข่งขันตามหลังไทยเพียง 1 อันดับเป็นอันดับที่ 27 โดยมีอันดับที่ดีกว่าไทยในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ 2 อันดับ และปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจถึง 6 อันดับ ส่วนฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อยู่ในอันดับที่ 47 และ 48 ตามลำดับ

ทั้งนี้ จากผลการจัดอันดับดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ยังมีความท้าทายที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญอีกมาก ทั้งการรับมือกับผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของระเบียบการค้าโลก ความแปรปรวนของภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของ AI ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเริ่มในวันนี้ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะยาว และต้องการความมุ่งมั่น ตั้งใจ รวมถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)