“เอกนิติ” ปักธง 12 ปี ไทยผงาดสู่ประเทศรายได้สูง ปลดล็อกอุปสรรคลงทุน บูสต์ศก.ติด TOP 20

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า วันนี้ได้รวบรวมสิ่งที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน มาพูดคุยและกำหนดเป้าหมาย และแนวทางในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ที่ประชุมกำหนดเป้าหมายให้ชัด ทั้งเป้าหมายระยะสั้น-กลาง-ยาว

โดยเป้าหมายระยะยาว ตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น High Income Country ได้ ส่วนระยะปานกลาง จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ในอันดับ TOP 20 ของโลก ในปี 2573 ถือเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยให้เป็น 3% Plus ภายในปี 2573 ด้วย

“กรอ. จะขับเคลื่อนด้วยทีมเวิร์ค เหมือนแข่งบอลโลกในปัจจุบัน ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันทำเป้าหมายเดียวกัน ไม่ได้ทำงานเหมือนในอดีตที่เอกชนบ่นว่าภาครัฐทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่วันนี้ จะลงมาทำด้วยกัน เป็นทีมเวิร์คเหมือนแข่งบอลโลกตอนนี้ มีเป้าหมายชัดเจน มีกองหน้า กองกลาง และกองหลัง” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าว

พร้อมขยายความว่า กองหลัง คือ วินัยการคลัง และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น มีภูมิคุ้มกันเพียงพอจากโลกที่มีความผันผวน ซึ่งช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าการที่เรายึดวินัยการเงินการคลัง ทำให้ประเทศไทยยังเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นการที่สถาบันการเงินต่าง ๆ จัดอันดับของไทยอยู่ในระดับที่ดี เพราะไทยยังมีกองหลังที่แข็งแรง และเราต้องรักษาจุดแข็งนี้ต่อไป

สำหรับกองกลาง คือ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่มั่นคง มีแหล่งน้ำที่เพียงพอ มีโครงสร้างพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ มีโครงสร้าง AI และดิจิทัลที่พร้อม และมีกฏหมายที่ชัดเจน ตลอดจนมีแรงงานที่มีทักษะ เป็นทุนมนุษย์ที่เข้มแข็ง

ส่วนกองหน้า คือ การนำจุดแข็งของประเทศ ทั้งเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ, ยกระดับยานยนต์แห่งอนาคต, เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล, ยาและสุขภาพ รวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การค้าขาย และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

“เพราะฉะนั้น จะมีทั้งกองหลัง กองกลาง กองหน้า จะทำงานด้วยกัน ภาครัฐและเอกชน เพื่อสู่เป้าหมายเดียวกัน 2573 ไปสู่ TOP 20 ของขีดความสามารถการแข่งขัน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจสูงกว่า 3% Plus”นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ย้ำว่า ไทยต้องทำรากฐานประเทศ ทั้งวินัยการคลังที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง ภาคผลิตและบริการเข้มแข็ง เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนยั่งยืน

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ ดังนี้

(1) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ เน้นเรื่อง Future Investment Hub FastPass แก้ปัญหาจบ ลงทะเบียนครั้งเดียว / AI & Digital Hub ทั้ง Data Center, Cloud Service, Semi-conductor/ Financial Hub/ Green Hub/ Smart Automotive Hub

(2) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ เน้นเรื่อง Tourism & Wellness Hub/ เกษตรและ Food Security Hub/ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creativity Hub)/ ค้าปลีก-ค้าส่ง (Trade Hub)/ การค้าระหว่างประเทศ

(3) คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ เน้นเรื่อง Strategic R&D for New Growth Engines/ STEM & Future Workforce Platform/ Innovation & Startup Hub/ Skill Acceleration for Existing Workforce และ AI Literacy & AI Manpower Development

(4) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ เน้นเรื่อง Digital Gov/ Ease of Doing Business/ เพิ่มความโปร่งใส/ ปรับโครงสร้างภาครัฐ/ บริหารทรัพย์สินสาธารณะ

นายเอกนิติ ระบุว่า วันนี้สัดส่วนการลงทุนของไทยอยู่ที่ 22% ของจีดีพี โดยตั้งเป้าจะทำให้ได้ใกล้เคียง 30% ของจีดีพี ซึ่งตัวนี้จะเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างชัดเจน

รองนายกฯ และรมว.คลัง ยืนยันว่า ข้อจำกัดทางการคลังไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยปลดล็อกผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แม้งบประมาณภาครัฐจะมีจำกัด แต่จะดึงภาคเอกชนและตลาดทุนเข้ามาช่วยสนับสนุน ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ซึ่งจะใช้ความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยในการออกผลิตภัณฑ์ เพื่อมาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

ทั้งนี้ หากพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในสัปดาห์นี้ อาจจะเห็นว่าสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่ภาครัฐจะปรับเปลี่ยนไปใช้กลไกการร่วมลงทุน (PPP) และกองทุน Thailand Future Fund มากยิ่งขึ้น

 

“ศุภจี” เร่งปิดดีล FTA / ยกระดับท่องเที่ยวไทยเป็นมูลค่าสูง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ว่า เป้าหมาย 4 ปีต่อจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำ คือ การเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี ซึ่งจะต้องเร่งปิดดีลข้อตกลง FTA ให้ได้ในช่วง 4 ปี โดยภายในปี 2569 จะต้องเร่งปิดดีล อาทิ ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว

นางศุภจี กล่าวว่า ใน 4 ปีนี้ ต้องการทำให้การส่งออกของประเทศไทย มีความสมดุลทั้งในประเทศคู่ค้าเดิม และกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการ SME และชุมชนมากขึ้น นอกเหนือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้

ส่วนการเกษตร ระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีส่วนเกินมาก ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาค และโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว รัฐบาลต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่คนที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความยั่งยืนได้ จะต้องบูรณาการหลายหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัย และสะดวกสบาย รวมถึงนำเศรษฐกิจมูลค่าสูงเติมเข้าไป เช่น บริการสุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน

นางศุภจี ระบุว่า 4 ปีจากนี้ เราจะไม่เน้นในเรื่องปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพ เพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

 

“ปกรณ์” ลุยแก้ กม.ลำดับรอง เอื้อการลงทุน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงด้านการปลดล็อคภาครัฐ เพื่อเอื้อการลงทุนและฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุม กรอ.นัดแรก ว่า สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคนั้น ในเบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น

โดยหลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งช่วยลดปัญหาการทุจริต

ส่วนการเดินหน้าโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

สำหรับการแก้ปัญหาทุจริต นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำคือจะลดกระบวนการและขั้นตอน คือ การแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่าง ๆ จากนั้นก็จะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ฉบับการแก้ไขรอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

นายปกรณ์ ย้ำว่า การแก้ไขกฎหมายลำดับรองรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก ซึ่งจะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกัน และอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย พร้อมย้ำว่า ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งภาพรวมถือเป็นการยิงนกทีเดียวได้ 3 ตัว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 มิ.ย. 69)