
บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมการลงทุนโลกกำลังเผชิญความผันผวน แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ BRENT จะย่อตัวลงราว 1.1% แตะ 77.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ลดลง และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ทยอยกลับมาเป็นปกติมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกถูกกดดันอย่างหนักจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ร่วงลงแรง โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำ (MEMORY) เช่น KIOXIA, MICRON, SK HYNIX และ SAMSUNG ที่ดิ่งลงถึง 12-15% ภายในวันเดียว สาเหตุหลักมาจากข่าวที่ SK HYNIX ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ชะลอการผลิตชิป HBM4 ชั่วคราว ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าดีมานด์ในกลุ่ม AI อาจเริ่มชะลอตัวลง ผนวกกับการเกิดปรากฏการณ์บังคับขาย (Forced Liquidation) ของผลิตภัณฑ์ Leveraged ETFs ในเกาหลีใต้ที่ซ้ำเติมให้ราคาหุ้นร่วงแรงยิ่งขึ้น โดยตลาดกำลังจับตาการประกาศผลประกอบการของ MICRON ในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางที่ชัดเจนของดีมานด์ AI โลกต่อไป
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นำโดยประธานคนใหม่ ยังคงส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการกดดันสภาพคล่องของตลาดโลก ขณะที่ทางด้านดัชนี MSCI ได้ประกาศเลื่อนการพิจารณาลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียไปเป็นเดือน พ.ย. 69 ซึ่งประเด็นนี้อาจทำให้เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ที่เคยเก็งกำไรไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) อย่าง อินเดีย เวียดนาม รวมถึงไทย ถูกเทขายทำกำไรในระยะสั้นได้
สำหรับปัจจัยในประเทศ วันนี้ (24 มิ.ย.) ตลาดและนักวิเคราะห์ฟันธง 100% ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นได้รับรู้ข่าวนี้ไปแล้ว
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการประกาศตัวเลขการค้าระหว่างประเทศในวันพรุ่งนี้ (25 มิ.ย.) แม้คาดว่าการส่งออกเดือน พ.ค. 69 จะขยายตัวได้ดีที่ 12.7% แต่การนำเข้ามีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 36.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยเสี่ยงขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของ GDP และกดดันให้กระแสเงินทุนไหลออก ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงนี้
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ย่อตัวลงแรงจนหลุด 1,600 จุดในช่วงครึ่งเดือนหลังนี้ ฝ่ายวิจัยชี้ว่าเกิดจากการขาดแรงสนับสนุนจากสถาบันฯ และ “ฤทธิ์ของ Window Dressing ที่ถูกสะกด”
สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลของตลาดที่มีต่อ กองทุนวายุภักษ์ 1 (VAYU1) ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ระดับ 1.71 แสนล้านบาท ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมสภาพคล่องเพื่อจ่ายเงินปันผลรอบครึ่งปี (ประเมินว่าอาจต้องใช้เม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาท) ปัจจุบันกองทุน VAYU1 มีเงินสดในมือเพียง 1.46% และมีพอร์ตการลงทุนกระจุกตัวอยู่ใน 5 หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) สูงถึง 52.1% ของพอร์ต ได้แก่ SCB, PTT, DELTA, GULF และ ADVANC ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าอาจมีแรงเทขายหรือการปรับพอร์ตล่วงหน้าจากกองทุนเพื่อเตรียมเงินสด ซึ่งปัจจัยนี้ได้เข้าไปกดดันหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นแกนนำของ SET Index และลดทอนแรงซื้อทำ Window Dressing ในช่วงปลายงวดไปโดยปริยาย
กลยุทธ์การลงทุน: หลบความผันผวนเข้าหุ้นปันผล-Value ชู BBL-CPF-CPN เพื่อรับมือกับความผันผวน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับในหุ้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:
กลุ่มปันผลสูง (High Yield): BBL, KBANK, TTB และ KTB
กลุ่มคุณค่าที่ราคา Laggard: BDMS, CPF, SIRI และ THAI
นอกจากนี้ ยังสามารถเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น กลุ่มส่งออก (DELTA, HANA, KCE, TU, CPF, ITC) และกลุ่มท่องเที่ยว (MINT, CENTEL, BDMS) โดยกำหนดให้หุ้น BBL, CPF และ CPN เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)





