
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (24 มิ.ย.) เนื่องจากการร่วงลงของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว แต่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ยังคงปิดในแดนลบ เนื่องจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
- ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,848.90 จุด เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ +0.35%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,358.22 จุด ลดลง 7.24 จุด หรือ -0.10% และ
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,476.64 จุด ลดลง 110.40 จุด หรือ -0.43%
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 1.73% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลง 0.64% ส่วนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มสาธารณูปโภค ดีดตัวขึ้น 1.18% และ 1.05% ตามลำดับ
ราคาน้ำมันดิบร่วงลง หลังมีการคาดการณ์ว่าเรือบรรทุกน้ำมันจะสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า อิหร่านได้แจ้งต่อสหรัฐฯ ว่าจะไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง ค่าประกันภัย หรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การร่วงลงของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินในดัชนี S&P500 พุ่งขึ้น 5.2% ขณะที่หุ้นของบริษัทท่องเที่ยวอย่าง Expedia Group และ Booking Holdings ต่างก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
หุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านพุ่งขึ้น หลังจากปธน.ทรัมป์ยกเลิกแผนการลงนามในกฎหมายว่าด้วยการเร่งจัดหาที่อยู่อาศัยราคาถูก ทั้งนี้ หุ้น Hovnanian Enterprises ทะยานขึ้น 11.3% หุ้น PulteGroup พุ่งขึ้น 7.2% และหุ้น Toll Brothers เพิ่มขึ้น 6.7%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยฉุดดัชนี Nasdaq และ S&P500 เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับรายงานที่ว่า กลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และให้บริการคลาวด์หรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับโลก ได้พากันกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในด้าน AI
หุ้น Cerebras Systems ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิป ร่วงลง 19.6% หลังจากบริษัทคาดการณ์ว่า อัตรากำไรตลอดทั้งปีจะลดลงต่ำกว่าตัวเลขในไตรมาสแรก นอกจากนี้ ราคาหุ้น Cerebras Systems ยังถูกกดดันจากการที่บริษัท OpenAI ประกาศเปิดตัวชิปประมวลผลที่ชื่อ Jalapeno
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนก.ย. และจะปรับขึ้นอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. เนื่องจากเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัท Micron Technology ซึ่งจะมีการเปิดเผยหลังตลาดปิดทำการ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 20.83 ดอลลาร์ และมีรายได้ 3.575 หมื่นล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (25 มิ.ย.) โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 4.0% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.8% ในเดือนเม.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนเม.ย.
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





