
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยผ่านรายการ “เพื่อไทย Takeaway” ว่า เตรียมเสนอ สูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) หรือ การคำนวณบำนาญชราภาพ ของกองทุนประกันสังคมรูปแบบใหม่ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ หลังสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้เริ่มต้นศึกษามาตั้งแต่ปี 2563 มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2568 คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ได้เสนอการใช้สูตร CARE ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนของกองทุน ก่อนที่บอร์ดประกันสังคมจะเห็นชอบสูตร CARE ในเดือน พ.ย. 68 และส่งต่อมายังรมว.แรงงานเพื่อพิจารณา
“ช่วงนั้นเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลพอดี เรื่องจึงมาตกถึงมือผมว่า จะดำเนินการหรือไม่อย่างไร ซึ่งเจตจำนงพวกเราชัดเจนในการผลักดันสูตร CARE เพราะมันคือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งรมว.แรงงานอย่างเป็นทางการ ได้ดำเนินการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำสูตร CARE มาใช้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการปรับเปลี่ยนที่สำคัญ และมีผู้ที่เป็นห่วงกังวลต่อการเปลี่ยนแปลง
“เรื่องนี้หากไม่มีการทำความเข้าใจกันให้ถี่ถ้วน ก็อาจจะทำให้เกิดมุมมองในเชิงลบ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราในการรับฟังข้อห่วงใย และชี้แจงทำความเข้าใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้น”นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ใช้เวลาก่อนจะตัดสินใจในการเตรียมการเสนอเรื่องเข้าครม. คือ การศึกษาผลกระทบต่อตัวกองทุนประกันสังคมว่า หากมีการดำเนินการเรื่องนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนหรือไม่อย่างไร โดยต้องมีการศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า หากมีการดำเนินการไปสุดท้ายแล้วจะไม่กระทบกับความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว
สำหรับข้อกังวลของผู้ประกันตนที่คิดว่า จะได้รับเงินบำนาญน้อยลง นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ในรายละเอียดที่จะยื่นเสนอต่อครม.นั้นจะมีการระบุชัดว่า ผู้ที่เกษียณไปแล้ว และรับเงินบำนาญอยู่แล้วจะไม่มีทางเสียประโยชน์ โดยจะให้ยึดตามตัวเลขที่มากกว่า หากการคำนวณใหม่ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าเดิม ตรงนี้จะยังคงจ่ายเงินบำนาญตามสูตรเดิมที่ได้มากกว่า แต่หากมีการคำนวณแล้วพบว่าสูตร CARE จะทำให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ก็จะทำการจ่ายเงินบำนาญตามสูตร CARE
สำหรับผู้ที่กำลังจะเกษียณในระยะเวลา 5 ปีหลังจากมีการใช้สูตร CARE อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ที่มีเงินเดือนเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ สิ่งที่อยู่ในรายละเอียดที่จะนำเสนอต่อครม. คือ กลไกในการเยียวยา เพื่อชดเชยเงินส่วนที่หายไปให้กับผู้ที่จะเกษียณอายุภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ โดยคนที่เกษียณในปีนี้จะได้รับเงินชดเชยความเสียหายเต็ม 100% ส่วนคนที่เกษียณในปีถัด ๆ ไป เงินชดเชยจะลดลงทีละปีเป็น 80%, 60%, 40% และเหลือ 20% ในปีที่ 5 ตามลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 6 เป็นต้นไปก็จะไม่มีการชดเชยอีกและปรับเข้าสู่ระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
โดยหลักคิดที่มาของสูตร CARE ว่า เกิดขึ้นจากปัญหาการคำนวณเงินบำนาญชราภาพแบบเดิมของประกันสังคมมีช่องโหว่ ประกอบกับปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้รูปแบบการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย หลายคนมีการเปลี่ยนจากการทำงานประจำ และเป็นผู้ประกันตน ม.33 ไปเป็นฟรีแลนซ์ ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 แทน ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนสูญเสียโอกาส เนื่องจากสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพแบบเดิม คิดจากฐานเฉลี่ยเงินเดือนในช่วง 5 ปีสุดท้าย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดช่องโหว่และนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม
นายจุลพันธ์ ย้ำว่า สูตร CARE มีการคิดคำนวณตลอดช่วงชีวิตการทำงาน โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนของผู้ประกันตนทุกเดือน และมีการปรับฐานด้วยอัตราเงินเฟ้อ โดยเป็นสูตรที่สามารถสะท้อนการทำงาน และการสมทบเงินเข้ากองทุนของคนทำงานได้จริง ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตนทุกคนอย่างเสมอภาค
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





