CryptoShot: ญี่ปุ่นคลอด เยนดิจิทัล! มีธนาคารค้ำ! โอนไม่จำกัดวงเงิน

ช่วงนี้บิทคอยน์ราคาร่วงหนัก ทำเอาตลาดเงียบเหงา สายคริปโทฯ ห่อเหี่ยวไปตาม ๆ กัน แต่การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างยังไม่จบ เมื่อญี่ปุ่นเดินหน้า “JPYSC” Stablecoin ที่หนุนโดยธนาคาร แถมไม่มีการจำกัดวงเงินธุรกรรม รองรับการใช้งานภาคธุรกิจ ผลักดันระบบการเงินดิจิทัลในอนาคต

ญี่ปุ่นเปิดตัว JPYSC Stablecoin เยนตัวแรกที่มี Trust Bank หนุนหลัง

ญี่ปุ่นเดินหน้าด้าน Stablecoin อีกก้าว เมื่อล่าสุดกลุ่ม SBI เปิดตัว JPYSC ถือเป็น Stablecoin สกุลเยนตัวแรกของญี่ปุ่นที่มีธนาคารทรัสต์เป็นผู้หนุนหลัง

JPYSC โดยออกโดย SBI Shinsei Trust Bank และเปิดให้บริการผ่าน SBI VC Trade โดยคอนเส็ปต์ของ stablecoin คือ การตรึงมูลค่า 1 โทเคน เท่ากับ 1 เยน แต่จุดเด่นสำคัญของ JPYSC คือ เหรียญนี้ไม่จำกัดวงเงินธุรกรรม แตกต่างจาก Stablecoin สกุลเยนรุ่นก่อนหน้าที่ถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 1 ล้านเยน

โครงสร้างของ JPYSC ยังใช้รูปแบบ Trust Bank โดยธนาคารจะถือครองเงินสำรองและสินทรัพย์สภาพคล่องสูงไว้ในบัญชีทรัสต์แยกต่างหาก ทำให้ผู้ถือ Stablecoin มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายต่อเงินเยนที่ใช้หนุนหลังเหรียญได้

ทั้งนี้ SBI ระบุว่า ในระยะสั้น JPYSC จะเปิดให้ใช้งานเฉพาะลูกค้า SBI VC Trade แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency Exchange) ของกลุ่ม SBI Holdings ในญี่ปุ่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของญี่ปุ่นเท่านั้น

ขณะที่ในอนาคตก็มีแผนเพิ่มบริการ Lending รวมถึงรองรับการใช้งานในตลาดสินทรัพย์โทเคนของญี่ปุ่น ทั้งหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่

หาก Stablecoin รุ่นก่อนของญี่ปุ่นถูกออกแบบมาเพื่อการชำระเงินรายย่อย JPYSC นี้ก็ดูเหมือนจะถูกวางตำแหน่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกรรมบนบล็อกเชนในระดับสถาบัน และก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของญี่ปุ่น ในการผลักดันระบบการเงินดิจิทัลในอนาคตก็ได้

Vitalik ยอมรับ Ethereum ต้องเสียสละครั้งใหญ่ พร้อมลดงบ 40%

โพสต์ล่าสุดของ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ออกมาเปิดเผยทิศทางใหม่ของ Ethereum Foundation โดย Vitalik ระบุว่าในปีนี้ Ethereum Foundation (EF) จะปรับลดงบประมาณลงราว 40% ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างยาก และมีผลทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างภายในองค์กร

Vitalik อธิบายว่า Ethereum Foundation กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นองค์กรในลักษณะ Endowment ระยะยาว หรือพูดง่าย ๆ คือ องค์กรจะพยายามใช้เงินทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้งบประมาณเฉลี่ย 15% ของเงินทุนที่เหลืออยู่ในแต่ละปี พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่าหลังปี 2030 จะลดการใช้จ่ายลงเหลือประมาณ 5% ต่อปี

ทั้งนี้ Vitalik ยอมรับตรง ๆ ว่า การลดงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าองค์กรสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นโดยไม่สูญเสียอะไรเลย และเขาไม่ต้องการสร้างภาพว่าพนักงานที่ออกไปเป็นคนที่ไม่มีผลงาน เพราะในความเป็นจริง บุคลากรของ EF หลายคนเป็นวิศวกรที่มีความสามารถสูง บางคนทำงานกับ Ethereum มานานเกือบ 10 ปี และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนา Ecosystem ของ Ethereum มาโดยตลอด

แม้จะลดงบประมาณลง แต่ Ethereum จะไม่ลดความทะเยอทะยานในการพัฒนาโปรโตคอล โดย Ethereum Strawmap ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะถัดไป จะเข้ามาปรับปรุงองค์ประกอบสำคัญของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Consensus, Proofs, Privacy, Account Model, State และส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย

หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจ คือ Ethereum อาจเริ่มพึ่งพา AI-assisted formal verification หรือการใช้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดมากขึ้นในอนาคต แทนที่จะพึ่งพาการมี Client หลายตัวเพื่อป้องกันความผิดพลาดเพียงอย่างเดียว ซึ่งโมเดลลักษณะนี้ได้ถูกนำมาใช้กับบางส่วนของ Ethereum แล้ว เช่น Library สำหรับ BLS และอาจขยายไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของโปรโตคอลในอนาคต

อีกประเด็นที่ได้เปิดเผยคือ หน่วยงาน PSE หรือ Privacy and Scaling Explorations กำลังทยอยลดบทบาทลง โดยทีมงานด้าน ZKP จะเปลี่ยนจากการทำงานเชิงสำรวจ ไปสู่การนำเทคโนโลยี Zero-Knowledge มาใช้งานจริง ทั้งใน Protocol และ Access Layer ของ Ethereum

นอกจากนี้ งาน Devcon ในอนาคต อาจมีขนาดเล็กลง เรียบง่ายขึ้น และใช้งบประมาณน้อยกว่าที่ผ่านมา รวมถึง Ethereum Foundation จะลดบทบาทในโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่นอกเหนือจาก Ethereum โดย Vitalik ระบุว่า เขาจะใช้เงินทุนส่วนตัวเข้ามารับผิดชอบโครงการบางประเภทที่มองว่ายังมีความสำคัญ

และในระยะยาว เขาจะสนับสนุนแนวทางที่เรียกว่า “Soft lean-and-done” ซึ่งหมายถึงเมื่อ Ethereum Strawmap พัฒนาเสร็จสมบูรณ์ เครือข่ายอาจมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย และการปรับปรุงเล็ก ๆ ที่มีมูลค่าสูง พร้อมทั้งตั้งมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในอนาคต

โดยเขาระบุว่า Ethereum ควรเรียนรู้จากโครงการที่เรียบง่ายกว่า และกล่าวว่า “Learn less from multimillion-line-of-code behemoth projects, more from Bitcoin.” หรือ “เรียนรู้จากโครงการขนาดยักษ์ที่มีโค้ดหลายล้านบรรทัดให้น้อยลง และเรียนรู้จาก Bitcoin ให้มากขึ้น”

ทั้งนี้ Vitalik ยอมรับว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับ Ethereum แต่เขามองว่าทั้ง Ethereum Foundation และชุมชน Ethereum กำลังปรับตัว และยังมีความเชื่อมั่นว่า Ethereum มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ และเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว

ผู้ใช้ Cardano สูญเงินกว่า 20 ล้านดอลลาร์ หลังช่องโหว่ SecondFi ทำ Private Key รั่ว

ข่าวใหญ่สำหรับฝั่ง Cardano หลังจาก SecondFi ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เคยรู้จักกันในชื่อ Yoroi Wallet ออกมายอมรับว่าพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในระบบสร้าง Wallet บนเวอร์ชันเว็บ ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึง Private Key ของผู้ใช้งานบางส่วนได้

จากการประเมินเบื้องต้นมี Wallet ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 178 Wallet พบความเสียหายที่ยืนยันแล้วราว 16 ล้าน ADA คิดเป็นมูลค่าราว 2.4 ล้านดอลลาร์ รวมถึงโทเคน และ NFT อื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุมูลค่า อย่างไรก็ตาม บริษัทด้านความปลอดภัยบล็อกเชน SlowMist ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดอาจสูงกว่า 20 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่าสูงสุดประมาณ 129 ล้าน ADA

โดยความแตกต่างระหว่างตัวเลขความเสียหายที่ยืนยันแล้ว กับการประเมินของ SlowMist อาจสะท้อนว่า Wallet บางส่วนที่ถูกเปิดเผย Private Key อาจยังไม่ได้ถูกขโมยสินทรัพย์ออกไป แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่

หลังเกิดเหตุ SecondFi ได้ระงับบริการทั้งหมดชั่วคราว และเข้าสู่โหมดบำรุงรักษา (Maintainance) พร้อมอายัดยอดคงเหลือของผู้ใช้งาน โดยออกประกาศเตือนว่า Wallet ที่สร้างผ่านซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบอาจยังคงมีความเสี่ยง แนะนำให้ผู้ใช้งานย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าเงินใหม่โดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน SecondFi ยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาชดเชยความเสียหาย และยังไม่มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบระบบอย่างละเอียด

ย้อนกลับไป SecondFi เพิ่งเปลี่ยนชื่อมาจาก Yoroi เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย Yoroi ถือเป็นหนึ่งในกระเป๋าเงินยอดนิยมของระบบนิเวศ Cardano และได้รับการพัฒนาโดย Emurgo ซึ่งเป็นหนึ่งในสามองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง Cardano

และอีกประเด็นที่น่ากังวลคือ นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่าเริ่มมีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นทีมงาน SecondFi เสนอเครื่องมือกู้คืนสินทรัพย์ปลอม รวมถึงพยายามขโมยข้อมูลผู้ใช้งาน จากผู้ที่กำลังตกใจและต้องการความช่วยเหลือ

งานนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ใครที่เคยใช้งาน SecondFi หรือ Yoroi เวอร์ชันเว็บ แนะนำให้สร้าง private key ใหม่ ผ่านผู้ให้บริการ Wallet รายอื่น และรีบโอนสินทรัพย์ออกจาก Wallet เดิมโดยเร็วที่สุด หลังจากนี้คงได้แต่จับตาดูว่า Emurgo ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ SecondFi จะเข้ามาเยียวยาและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างไรบ้าง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)