กลุ่มสหพัฒน์กางแผนครึ่งปีหลัง SPI ลุย Wellness, ICC ปรับพอร์ต-SVT คลอด House Brand

กลุ่มสหพัฒน์ นำโดย SPI ตอบรับสัญญาณบวกต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนหนุนนิคมอุตสาหกรรมในเครือ พร้อมลุยธุรกิจ Wellness และธุรกิจรองรับผู้สูงอายุที่จะเป็นธุรกิจใหม่ของกลุ่ม ขณะที่ทิศทางธุรกิจในครึ่งปีหลัง แม้เผชิญแรงกดดันจากด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งต้นทุนพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ แต่ SPC ยังยันจะยังไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค พร้อมปรับตัวใช้เทคโนโลยีลดค่าใช้จ่ายภายใน ด้าน ICC ปรับพอร์ตตัดแบรนด์ไม่สร้างกำไร ขยายแบรนด์ และ SVT ใช้ Data Analytics วางสินค้าตรงใจมากขึ้น เล็งออก House Brand เพิ่มมาร์จิ้น

*SPI ลุยธุรกิจ Wellness -ผู้สูงอายุ

นางสาวสุธิดา จงเจนกิจ กรรมการผู้จัดการ บมจ.สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง [SPI] กล่าวว่า บริษัทมองเห็นสัญญาณบวกจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน (China Plus One) ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ บริษัทยังกำลังรุกเข้าสู่ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เช่น ธุรกิจ Wellness และธุรกิจที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพื่อหาช่องว่างทางการตลาดและโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้นอกเหนือจากธุรกิจเดิม และให้ความสำคัญอย่างมากกับการบริหารจัดการต้นทุนการขายในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่บริษัทเข้าไปดูแล

*SPC กัดฟันแบกต้นทุน ยันยังไม่ขึ้นราคา

ด้านนางสาวชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.สหพัฒนพิบูล [SPC] เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตขยับตัวสูงขึ้นทุกภาคส่วน ทั้งวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมการกระจายสินค้าจากช่องทางจำหน่ายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัทมีนโยบายชัดเจนที่จะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่อาจมีการปรับลดความถี่ของรายการส่งเสริมการขายหรือโปรโมชั่นลงบ้างเพื่อรักษาสมดุลของผลกำไร

*ICC ปรับพอร์ตแฟชั่นตัดแบรนด์ไร้กำไร

นางรีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหาร บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล [ICC] เปิดเผยว่า แนวโน้มยอดขายในปีนี้แม้จะมองว่าไม่เติบโต แต่จะทยอยฟื้นตัวจากในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมองหาโอกาสในการปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอและขยายฐานธุรกิจ โดยปรับกลยุทธ์ด้วยการยกเลิกแบรนด์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และลดภาระสินค้าคงคลัง พร้อมทั้งขยายการลงทุนไปนอกกลุ่มแฟชั่นและเครื่องสำอาง เช่น การร่วมทุนกับแบรนด์มือสองจากญี่ปุ่น เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าการเน้นยอดขายที่หวือหวา รวมทั้งบริษัทจัดการประสิทธิภาพภายในเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรเติบโตได้

*SVT เล็งดัน House Brand ดันมาร์จิ้นโต

นายพิศณุ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนายการ บมจ.ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี [SVT] เผยกลยุทธ์สร้างการเติบโตของผลกำไรผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก (Data Analytics) เพื่อวางสินค้าให้ตรงใจลูกค้าในแต่ละทำเล นอกจากนี้ เตรียมเปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง (House Brand) ภายในปีนี้เพื่อเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น และได้นำเทคโนโลยีมาใช้บริหารกองรถ 400 คัน เพื่อดูแลตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Sun Vending) ที่มีจำนวนมากถึง 20,000 ตู้ จนสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ถึง 15%

*TNL คุมความเสี่ยง

นายนันทวัฒน์ สุรวัติเสถียร กรรมการและหน้าหน้าคณะผู้บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บมจ.ธนูลักษณ์ [TNL] กล่าวว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษํทได้ทำการปรับโครงสร้างธุรกิจจากเดิมที่ทำธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มาสู่ธุรกิจการเงินและการบริหารสินทรัพย์อย่างเต็มตัว ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐาน วางระบบภายใน และสร้างทีมงานในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

สำหรับกลยุทธ์ในการดำเนินงาน บริษัทเน้นการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน มากกว่าการเร่งโตเพียงอย่างเดียว โดยยึดหลัก Risk-Adjusted Return หรือการคำนึงถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่าภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้

สำหรับในธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน (OXA) บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นการขยายพอร์ต แต่เน้นการคัดเลือกแหล่งเงินทุนและลูกหนี้ที่มีคุณภาพเพื่อควบคุมความเสี่ยง เช่นเดียวกับธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (OAM) ที่ไม่ได้มุ่งเน้นจะประมูลซื้อหนี้เสียเข้ามา แต่ให้ความสำคัญกับการพิจารณาเลือกหลักประกัน ความเสี่ยงด้านกฎหมาย รวมถึงระยะเวลาคืนเงินลงทุนจากการเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ ที่สำคัญจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ส่งผลให้ NPL เพิ่มขึ้น บริษัทใช้ระเบียบวินัยในการติดตามหนี้และการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างรัดกุมมากขึ้น โดยนำกระแสเงินสดที่เก็บได้จากหนี้เสียมาหมุนเวียนปล่อยสินเชื่อใหม่

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มิ.ย. 69)