
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ 59,434 คัน ลดลง 26.69% จากเดือนพ.ค. 68 โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ 41,723.09 ล้านบาท ลดลง 24.36% จากเดือนพ.ค. 68

สำหรับสาเหตุที่ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือนพ.ค. ลดลง เนื่องจากปัจจัยที่การส่งออกไปตะวันออกกลางลดลง 66.14% จากการขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐฯ และอิหร่าน และส่งออกไปออสเตรเลีย-โอเชียเนีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยลดลง 37.18% จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น จากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น
ในส่วนของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค. 69) อยู่ที่ 339,618 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 8.53% ด้านมูลค่าการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 230,947.90 ล้านบาท ลดลง 10.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพ.ค. 69 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลง 17.94% จากเดือนพ.ค. 68 เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง 26.66% และ 38.79% ตามลำดับ ส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลง 36.20% แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 12.78% ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลง 17.94% โดยถือเป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับ 3 ของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยที่ปี 68 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วน 21% ของยอดส่งออกทั้งหมด
สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 69) มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลง 1.13% จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68
ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก เดือนพ.ค. 69 ผลิตได้ 55,694 คัน เท่ากับ 48.76% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 36.20% จากเดือนพ.ค. 68 และช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 69) ผลิตได้ 372,299 คัน เท่ากับ 63.34% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 4.56% จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68
ในส่วนของการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนพ.ค. 69 ผลิตได้ 58,520 คัน เท่ากับ 51.24% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 12.78% จากเดือนพ.ค. 68 และช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 69) ผลิตได้ 215,460 คัน เท่ากับ 36.66% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 5.41 จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการผลิตรถยนต์รวมทั้งปี 69 ยังคงไว้อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ส่วนจะมีการปรับเป้าหรือไม่นั้นขอรอประเมินสถานการณ์อีก 1-2 เดือนก่อนว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไรต่อไป
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของพ.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 19.36% จากเดือนเม.ย. 69 และเพิ่มขึ้น 10.60% จากเดือนพ.ค. 68 เนื่องจากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า และรถ SUV ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการขัดแย้งในตะวันออกกลาง และขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้น จากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว รถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 0.21% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า
โดยยอดขายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนที่ 153,558 ล้านบาท ใน 5 เดือนแรกปีนี้มากกว่า 5 เดือนปีที่แล้ว 6.46% รวมทั้งการส่งออกที่ยังเติบโตในพ.ค. 69 ที่ 10.6% จากพ.ค. 68 และจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงรวมทั้งการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 % ในปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งนโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนไทย
สำหรับยอดขายรถยนต์ตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ค. 69 รถยนต์มียอดขาย 288,242 คัน เพิ่มขึ้น 14.10% จากปี 68
- ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 21,619 คัน เพิ่มขึ้น 55.14% จากเดือนพ.ค. 68 โดยเดือนม.ค.-พ.ค. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 97,112 คัน เพิ่มขึ้น 79.99% จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68 สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 พ.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 468,757 คัน เพิ่มขึ้น 67.06% จากปี 68
- ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 15,153 คัน เพิ่มขึ้น 24.70% จากเดือนพ.ค. 68 โดยเดือนม.ค.-พ.ค. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 75,909 คัน เพิ่มขึ้น 24.86% จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68 สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 พ.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 680,068 คัน เพิ่มขึ้น 28.42% จากปี 68
- ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 2,437 คัน เพิ่มขึ้น 1.46% จากเดือนพ.ค. 68 โดยเดือนม.ค.-พ.ค. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 7,885 คัน ลดลง 19.72% จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68 สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 พ.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 89,132คัน เพิ่มขึ้น 22.23% จากปี 68
ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ขณะนี้ราคาเริ่มปรับลดลง จะส่งผลให้คนสนใจรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจะยังมีอยู่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าการเซ็นสัญญาบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เมื่อครบ 60 วัน ราคาน้ำมันจะปรับลดลงเท่าไร ซึ่งมองว่าราคาจะยังทรงตัวในระดับสูง ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีราคาถูก ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่แพง เป็นตัวเร่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ขณะที่เทรนด์ทั่วโลกตอนนี้คนนิยมหันมาใช้รถไฮบริดมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าสถานีชาร์จจะไม่เพียงพอ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)





