
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยชี้ให้เห็นว่า งบประมาณปีนี้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากปี 2569 ถึง 17% คิดเป็น 7.7% ของเม็ดเงินงบประมาณทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปี 2570 จะสูงถึง 69.36% และเสี่ยงทะลุเพดาน 70% ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าเป้าหมายและรายได้ลดลง จนรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อรองรับรายจ่ายประจำที่ตัดทอนไม่ได้ ซึ่งเสี่ยงทำให้ประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ และเผชิญวิกฤตการคลังในอนาคต
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในงบจัดซื้อจัดจ้างของเกือบทุกหน่วยงาน ได้ดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจปีละไม่ต่ำกว่า 2-5 แสนล้านบาท ซึ่งมีต้นตอมาจากการโกงเลือกตั้งและการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่นำไปสู่การซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ จนทำให้ไม่ได้คนมีความสามารถมาบริหารงบประมาณ หากสกัดกั้นการโกงนี้ได้ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มให้ประชาชนแบกรับ และจะมีเงินเหลือไปทำโครงการที่เป็นประโยชน์
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมี “หนี้ซ่อน” ซึ่งเป็นภาระผูกพันสะสมจากการดำเนินนโยบายกึ่งการคลังตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง สูงถึง 1.13 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมามีการสั่งให้ธนาคารรัฐสำรองจ่ายไปก่อนแล้วตั้งงบชดเชยทีหลัง แต่งบปี 2570 กลับตั้งงบชดเชยคืนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจลดลงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท (ลดลง 28.1% จากปี 2569) สะท้อนถึงความหย่อนยานทางวินัยการคลังที่ผลักภาระไปสู่อนาคต
“การกู้หนี้สาธารณะจะไม่น่ากลัว หากกู้มาสร้างรายได้ ไม่ใช่กู้มาแจกเพื่อการบริโภคเหมือน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ปัจจุบันไทยมีรายจ่ายประจำสูงเกือบ 80% เหลือยอดเงินที่รัฐจัดสรรเองได้ไม่ถึง 20% ทางออกเดียวคือต้องขยายฐานภาษี แต่รัฐบาลกลับขาดดุลงบประมาณปี 69-70 เกือบ 8 แสนล้านบาท” นายอนุสรณ์ ระบุ
สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางที่ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ต่อจีดีพีจาก 14.9% เป็น 15.1% ใน 4 ปีข้างหน้านั้น นายอนุสรณ์ มองว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และเป็นการหลอกตัวเอง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมาตลอด และรัฐบาลจะไม่สามารถปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ตามกรอบเวลา โดยเห็นว่ามี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เก็บรายได้พลาดเป้า คือ
1.มาตรการลดหย่อนภาษีแบบประชานิยม ที่เน้นคะแนนเสียงแต่ทำลายวินัยการคลัง
2.การกระจายอำนาจเก็บภาษีที่ดินให้ท้องถิ่น ที่เผชิญปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่พอ ข้อมูลไม่ครบ ทำให้เก็บได้ไม่ตรงเป้า
3.ฐานภาษีเดิมตามไม่ทันเศรษฐกิจใหม่ ทั้งดิจิทัล แพลตฟอร์ม และยังไม่สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในฐานภาษีได้
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า งบปี 2570 กำลังส่งสัญญาณว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องแบกรับต้นทุน ในขณะที่คนส่วนน้อยอยู่อย่างสุขสบาย ตนจึงขอตั้งคำถามว่ารัฐบาลทำหน้าที่จัดเก็บรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเต็มที่แล้วหรือไม่ ซึ่งตนไม่สามารถลงมติรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ได้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)





