รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินส่อสะดุด! เอกชนจ่อถอยหากไม่แก้สัญญา ลุ้นบอร์ด EEC เคาะ ก.ค.นี้

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาทว่า จากการหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รฟท.,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ผู้รับสัมปทานโครงการ ล่าสุด ทางเอกชนได้แจ้งถึงกรณี หากรัฐไม่มีการแก้ไขสัญญาให้ก็คงเดินหน้าต่อไม่ไหว ส่วนจะเดินหน้าได้หรือไม่ หรือจะมีการยกเลิกสัญญาในรูปแบบใดนั้น จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอบอร์ดอีอีซี ต่อไป

“ตอนนี้มี 2 แนวทางที่สรุปไว้เพื่อเตรียมเสนอบอร์ด อีอีซี คือ 1.หากบอร์ดอีอีซีเห็นชอบให้แก้สัญญาได้ตามมติบอร์ดอีอีซีเดิม จะส่งร่างสัญญาฉบับใหม่ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดแล้ว เสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี พิจาณาต่อไป หรือ 2.กรณีบอร์ดอีอีซีไม่เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาก็จะนำไปสู่การสิ้นสุดสัญญา หลังจากนั้นรฟท. จะเจรจากับเอกชนในรายละเอียดกับเอกชนเพื่อสิ้นสุดสัญญาต่อไป”

ขณะนี้รฟท.อยู่ระหว่างการประมวลรายละเอียดทั้ง 2 แนวทาง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสัญญาฯและคณะกรรมการกำกับโครงการฯ คาดว่าจะมีการหารือภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเพื่อสรุปก่อนเสนอบอร์ดอีอีซีต่อไป

ประเด็นสำคัญของโครงการรูปแบบ PPP คือเรื่องการเงิน ซึ่งตอนนี้สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่น มองว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่าเนื่องจากสถาบันการเงินเห็นว่า สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่โควิดและวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ปริมาณผู้โดยสารที่ลดลง จากการเดินทางน้อยลง ทำให้ความคุ้มค่าของเอกชนที่ถูกประเมินจากสถาบันการเงิน บอกว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่าที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งตรงนี้ต้องไปดูว่ามีแนวทางใดบ้างที่จะทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่น เนื่องจากสถาบันการเงินมีเหตุผลที่จะทบทวนความคุ้มค่าของโครงการ

“เนื่องจากรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเป็นสัญญา PPP เมื่อมีปัญหาคู่สัญญาคือรฟท.และเอกชนต้องมาหาทางแก้ปัญหาร่วมกันหากต้องสิ้นสุดสัญญา จึงไม่ใช้คำว่าบอกเลิกสัญญาซึ่งกันและกันได้ โดยต้องมาดูเหตุแห่งการสิ้นสุดของสัญญาคือ 1. สิ้นสุด เพราะเอกชนเดินรถครบกำหนด 50 ปี 2.สิ้นสุดจากที่ไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงานได้ (NTP) หรือ 3. จากความบกพร่องของรัฐ หรือของเอกชนที่เป็นเหตุสุดวิสัยหรือความต้องการของสาธารณะที่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย โดยตอนนี้ กำลังดูเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญาร่วมกันอยู่

ส่วนการรถไฟฯมีแผนสำรองกรณีที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องมาดูโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบัน มีการเดินรถโดยสาร 2 ขบวนต่อวัน และดูว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะสามารถที่ช่วยและสนับสนุนการให้บริการระบบรางในช่วงของพื้นที่อีอีซีได้บ้าง อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่า หากยกเลิกสัญญาจะมีการเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี ขึ้นอยู่กับนโยบายอีอีซีว่าจะยังคงให้มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินต่อหรือไม่

นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ทับซ้อน 3 จุดในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้มีการหารือกับเอกชนแล้วว่า หากมีความจำเป็นการรถไฟฯจะดึงงานมาก่อสร้างเอง ซึ่งเอกชนไม่ขัดข้อง ได้แก่ รถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง โดยจะเสนอครม.เพื่อขอดำเนินการก่อสร้างในส่วนนี้เอง และขอปรับกรอบวงเงินรถไฟไทย-จีนในส่วนของงานโยธา 4-1 ด้วย และเร่งเปิดประมูลไม่ให้กระทบต่อไทม์ไลน์การก่อสร้างเพราะต้องมีการออกแบบอีกด้วย ส่วนจุดที่สองคือสายสีแดง Missing Link จุดนี้ยังไม่กระทบมากเนื่องสามารถแยกขอบเขตของงานออกจากกันได้ และจุดที่3 อุโมงค์ลอดใต้รันเวย์เข้าสู่อาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา

“สำหรับแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่ให้กลุ่มซี.พี.บริหารเดินรถนั้น MOU มีกำหนด สิ้นสุด 30 กันยายน 2569 ตรงนี้ต้องรอข้อสรุปสัญญาหลักให้จบก่อน แต่อย่างไรก็ตามจะหาวิธีการให้กระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด ยังมีเวลาอีก 2-3 เดือนกว่าจะครบกำหนด MOU”นายอนันต์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)