ฟิทช์ ส่งสัญญาณเตือนธุรกิจไทยหนี้พุ่งเสี่ยงเผชิญปัญหาใหญ่ ให้มุมมองลบ”ปิโตร-อสังหา”

นายโอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาคธุรกิจไทยในปัจจุบันมีการกู้ยืม (Leverage) ในสัดส่วนสูง ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความผันผวนค่อนข้างมากจากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก ทำให้การมีหนี้อยู่ในระดับค่อนข้างสูงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง หากภาคธุรกิจนั้นไม่สามารถรองรับกับภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ก็อาจจะส่งผลกระทบ

วงจรเริ่มต้นที่ภาคธุรกิจก่อหนี้มาตั้งแต่ปี 2553 และค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น แม้ชะลอตัวไปบ้างในช่วงเกิดวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้และไม่ได้มีการลงทุนในช่วงนั้น แต่หลังจากที่โควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อการทำธุรกิจเริ่มฟื้นกลับมา และเริ่มมีการกลับมาลงทุน ทำให้กลับมาก่อหนี้อีกครั้ง ดังนั้น ในปี 69 จึงยังคงเห็นสัดส่วนหนี้ของภาคธุรกิจในไทยยังอยู่ในระดับสูง

จากปัจจัยดังกล่าวจะเห็นได้จากตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย ถือว่ามีสัดส่วนตราสารหนี้ของภาคเอกชนที่มีสัดส่วนสูงถึง 27% สูงที่สุดในเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ที่อยู่ในระดับ 15% ญี่ปุ่น 15% และจีน 10% โดยที่ 10 อันดับแรกของตราสารหนี้ภาคเอกชนมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 3.18 แสนล้านบาทในปี 69

นายโอบบุญ กล่าวว่า การมีสัดส่วนหนี้สูงถือว่าเป็นความเสี่ยงค่อนข้างมากหากเกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การบริโภคที่ลดลง รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจจะต้องมีความระมัดระวัง และรักษาสภาพคล่องในการทำธุรกิจเป็นอย่างดี ซึ่งฟิทช์เล็งเห็นความสำคัญในปัจจัยนี้ที่นำมาคิดคำนวณอันดับเครดิตเรตติ้งด้วยเช่นกัน

หากมองไปเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม จะเห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรมมีสัดส่วนหนี้ที่สูง ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งฟิทช์ยังมีมุมมองเป็นลบ จากความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะกระทบต่อการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย โดยที่ในส่วนของกลุ่มปิโตรเคมียังมีความเสี่ยงอีกหนึ่งอย่างจากซัพพลายปิโตรเคมีที่จะมาจากจีนกระทบต่อธุรกิจ และกลุ่มธุรกิจผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงด้านการซื้อที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว และยังมีซัพพลายในตลาดเป็นจำนวนมาก

ขณะที่กลุ่มพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภคก็มีสัดส่วนหนี้ในระดับสูงเช่นเดียวกัน เพราะต้องมีการกู้ยืมเงินมาลงทุนโครงการพลังงานต่างๆ แต่มีมุมมองเป็นกลางกับกลุ่มนี้ เพราะยังคงได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการที่จะมีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในนิคมอุตสาหกรรม และดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นต้น

ส่วนกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้ในระดับกลางค่อนไปทางสูง ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งฟิทช์มีมุมมองเป็นกลาง ส่วนหนึ่งมาจากยังมีความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อธุรกิจ และยังต้องมีการพึ่งพารายได้และการกระตุ้นจากภาครัฐ ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีระดับหนี้สินในระดับกลาง แต่ฟิทช์มีมุมมองเป็นบวกกับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพราะได้รับอานิสงส์จากการส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ เป็นส่วนหนึ่งในการขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศจีน

สำหรับกลุ่มสื่อสาร เป็นกลุ่มเดียวที่มีระดับหนี้ที่ต่ำ แต่ว่ายังมีมุมมองเป็นกลาง เนื่องจากการเติบโตธุรกิจยังคงต้องรอช่วงเวลาที่การลงทุนเกี่ยวกับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์แล้วเสร็จพร้อมให้บริการ ซึ่งจะเริ่มมีการใช้บริการของ Operator ต่างๆ ในการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ

ทั้งนี้ ฟิทช์มองว่าในระยะข้างหน้าภาคธุรกิจควรมีการเริ่มลดระดับหนี้ให้ลดลงมา เพื่อลดความเสี่ยงของธุรกิจ หรืออาจจะมีการปรับโครงสร้างของการกู้ยืมใหม่ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย เพราะความไม่แน่นอนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)