
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันอังคาร (30 มิ.ย.) ไม่รับรองคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดให้บุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายหรือผู้พำนักชั่วคราวในสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติสหรัฐฯ โดยการเกิด ส่งผลให้หลักการให้สัญชาติโดยการเกิดยังคงมีผลบังคับใช้
จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลสูงสุด ซึ่งเป็นผู้เขียนคำวินิจฉัย ระบุว่า
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน การเป็นพลเมืองหมายถึงการมีสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในสังคมการเมือง ผู้ร่างบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 14 ได้ขยายหลักประกันดังกล่าวไปยังทุกคนที่เกิดอย่างเสรีบนแผ่นดินแห่งนี้ และในวันนี้ เรายังคงยึดมั่นในคำมั่นสัญญานั้นไว้
ทั้งนี้ ผลการลงมติอยู่ที่ 6 ต่อ 3 โดยผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม 3 คน ร่วมลงมติกับผู้พิพากษาสายเสรีนิยม 3 คน เป็นเสียงข้างมาก
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 14 ซึ่งให้สัตยาบันเมื่อปี 2411 จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาที่อดีตทาสเผชิญหลังสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ และมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองให้ชาวอเมริกันผิวดำ รวมถึงอดีตทาส ได้รับสัญชาติ
บทบัญญัติระบุว่า
บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐฯ และอยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐฯ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐฯ และของรัฐที่บุคคลนั้นพำนักอยู่
ทั้งนี้ ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยการให้สัญชาติโดยการเกิดเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า เด็กที่เกิดจากบุคคลซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายหรือพำนักชั่วคราว ไม่ถือว่า “อยู่ภายใต้อำนาจศาล” ของสหรัฐฯ จึงไม่มีคุณสมบัติได้รับสัญชาติตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 หรือกฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติ
ต่อมามีผู้ปกครองหลายรายได้ยื่นฟ้อง ทั้งในนามของตนเองและในนามของบุตร ขณะที่ศาลชั้นต้นหลายแห่งมีคำพิพากษาเข้าข้างฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวไม่เคยมีผลบังคับใช้
ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันอังคารว่า คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดายสำหรับประเทศของเรา”
ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมว่า “เราสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายผ่านการออกกฎหมายของรัฐสภา … รัฐสภาควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อยุติการให้สัญชาติโดยการเกิดที่มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่เป็นธรรมต่อประเทศของเรา”
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





