
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยในวันนี้ (1 ก.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (ทังกัน) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 22 ในไตรมาส 2/2569 จากระดับ 17 ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันไตรมาสที่ห้า และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2561 แม้เผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม
ดัชนีทังกันซึ่งเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของบริษัทต่าง ๆ ในภาคการผลิต เช่น บริษัทในอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งกว่านักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 16
เจ้าหน้าที่ของ BOJ ระบุว่า ภาคเทคโนโลยีได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกันมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่สามารถผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นไปยังราคาขายปลีก ซึ่งช่วยหนุนผลกำไรให้เติบโตขึ้น
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบริษัทนอกภาคการผลิตซึ่งรวมถึงภาคบริการนั้น อยู่ที่ระดับ 37 ในไตรมาส 2/2569 จากระดับ 36 ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบห้าไตรมาส
ข้อมูลทังกันที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ ได้จากการที่ BOJ ทำการสำรวจบริษัทจำนวน 9,141 แห่ง ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. จนถึงวันอังคารที่ 30 มิ.ย. โดยได้รับการตอบรับจากบริษัทต่าง ๆ ราว 70% ภายในวันที่ 11 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงคราม ซึ่งช่วยหนุนความคาดหวังที่ว่าความตึงเครียดในภูมิภาคจะผ่อนคลายลง
ทั้งนี้ ดัชนีทังกันแสดงถึงเปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่รายงานว่าภาวะทางธุรกิจเป็นไปในทิศทางที่ดี ลบด้วยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่รายงานว่าภาวะทางธุรกิจเป็นไปในทิศทางที่ย่ำแย่
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





