
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผย 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.69) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.1% จากการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัว 2.8% ขณะที่การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 4.5% จากการใช้น้ำมันสำเร็จรูป การใช้ไฟฟ้า และถ่านหิน/ลิกไนต์ โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4.9% และการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 4.9% ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานรวมอยู่ที่ 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.3%
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,080 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.1% โดยเป็นผลมาจากการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 5.0% จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 4.6% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 19.1% จากทั้งไฟฟ้านำเข้าและไฟฟ้าพลังน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ถ่านหินลดลง 7.4% และการใช้ลิกไนต์ลดลง 56.0% จากการผลิตที่ลดลง
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาส 4/2568

สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
– การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 153.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.9% โดยเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเตา เคโรซีน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ขณะที่การใช้ LPG ในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปทรงตัว ด้านการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 185.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.2% การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 5.0 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 33.7% ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 20.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 15.7%
-การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ระดับ 33.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 74.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.3% จากปริมาณการสัญจรทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยมีการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 6.7% และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 8.0% ขณะที่การใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ระดับ 6.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 13.9%
-การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 18.0 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.2% โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 41% มีการใช้เพิ่มขึ้น 10.9% รองลงมาเป็นภาคครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ 33% มีการใช้เพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วน 15% มีการใช้ลดลง 1.4% ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 10% มีการใช้ลดลง 1.6% และการใช้เองซึ่งมีสัดส่วน 1% มีการใช้ลดลง 23.1%
-การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,754 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.9% โดยส่วนใหญ่ 61% เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.4% จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รองลงมาเป็นการใช้ในโรงแยกก๊าซ การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ตามลำดับ ทั้งนี้ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.6% การใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่การใช้ NGV ลดลง 14.6% ตามจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
-การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับ 2,740 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง 19.0% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 7.4% จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลง 56.0% โดยเป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด
-การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 51,127 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 4.9% โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้ 42.3% เพิ่มขึ้น 2.2% ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 8.8% และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.0% ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในกลุ่มอื่น ๆ ลดลง 2.2% ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 20.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,881 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 55,938 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.1% ตามปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพิ่มขึ้น 11.1% รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน พลังงานหมุนเวียน ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ พลังน้ำ และน้ำมัน ตามลำดับ
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรายสาขาเศรษฐกิจ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 19.3 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 32% ลดลง 8.7% รองลงมาคือ ภาคการขนส่ง มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 21.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 37% เพิ่มขึ้น 4.7% ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 14.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 25% เพิ่มขึ้น 4.2% และภาคอื่น ๆ มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 3.5 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 6% เพิ่มขึ้น 3.5%
นอกจากนี้ ยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 435,013 คัน เพิ่มขึ้น 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคขนส่งที่ยังคงขยายตัว แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งยังเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง
“ตัวเลขการใช้พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก ภาคบริการ และการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การปล่อย CO₂ โดยรวมยังลดลงเล็กน้อยจากการลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศในระยะต่อไป” นายวัฒนพงษ์ กล่าว
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





