In Focus: เกาหลีใต้เปิดตัว “เมกะโปรเจกต์ AI” ดึงเอกชนลงทุนฐานผลิตชิปแห่งใหม่ ยก Samsung-SK เป็น “ฮีโร่ของชาติ”

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ได้ประกาศแผนการลงทุนระดับชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู ด้วยการเปิดตัว “3 เมกะโปรเจกต์” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เซมิคอนดักเตอร์, Physical AI และดาต้าเซ็นเตอร์ AI พร้อมผลักดันให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในภาคส่วนดังกล่าว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ ซัมซุง กรุ๊ป (Samsung Group) และเอสเค กรุ๊ป (SK Group) โดยแผนการดังกล่าวมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกาหลีใต้ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผลักดันเกาหลีใต้ให้ก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมในยุค AI

เซมิคอนดักเตอร์

รัฐบาลเกาหลีใต้มีแผนสร้างฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยตั้งเป้าเปลี่ยนมหานครกวางจูและภูมิภาคชอลลาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งที่สอง ควบคู่ไปกับศูนย์กลางเดิมในเขตมหานครโซล โดยอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชนมูลค่า 800 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำรวม 4 แห่ง โดยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) จะสร้าง 2 แห่ง และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) จะสร้างอีก 2 แห่ง ซึ่งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่นี้ จะช่วยเติมเต็มคลัสเตอร์ที่กำลังก่อสร้างในเมืองยงอินใกล้กรุงโซล ไม่ใช่เพื่อมาทดแทน

ขณะเดียวกัน ภูมิภาคชุงชองจะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงด้วยการลงทุนมูลค่า 81 ล้านล้านวอน ส่วนมหานครแทกูและจังหวัดคยองซังเหนือจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านวัสดุ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศแผนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในการลงทุนมูลค่า 30 ล้านล้านวอน ในช่วง 15 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การออกแบบชิป ไปจนถึงการทดสอบและการผลิตชิป

Physical AI

Physical AI คือการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับอุปกรณ์ที่มีโครงสร้างทางกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และเคลื่อนไหวหรือโต้ตอบกับโลกจริงได้อย่างอัตโนมัติ สำหรับภาคส่วนนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้เตือนว่า จีนได้เริ่มผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในระดับอุตสาหกรรมผ่านฐานการผลิตในภูมิภาคต่าง ๆ แล้ว ดังนั้น เกาหลีใต้จำเป็นต้องเร่งผลักดันการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในระดับอุตสาหกรรมเช่นกัน โดยในเบื้องต้นรัฐบาลจะช่วยกระต้นอุปสงค์ภายในประเทศด้วยการจัดซื้อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพื่อใช้งานในด้านการศึกษา กลาโหม และการรับมือกับภัยพิบัติ

รัฐบาลมีเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งของเกาหลีใต้ในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลก จากเพียง 1% ในปีที่แล้ว เป็น 20% ในระยะยาว ขณะเดียวกัน รัฐบาลระบุว่าระยะเวลา 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาทองในการก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในด้าน Physical AI ดังนั้น รัฐบาลจะผลักดันอุตสาหกรรม Physical AI อย่างเต็มที่ ด้วยการกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI

เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการแข่งขันด้าน Physical AI ในระดับโลก รัฐบาลเกาหลีใต้เน้นย้ำว่าการมีโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง จึงประกาศแผนการลงทุนเบื้องต้นมูลค่า 550 ล้านล้านวอน เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่มีกำลังการประมวลผลรวม 8.4 กิกะวัตต์ ภายในปี 2572 ก่อนทยอยขยายกำลังการประมวลผลเพิ่มอีก 10 กิกะวัตต์ ภายในปี 2578

รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะจัดหาไฟฟ้าและน้ำให้เพียงพอ พร้อมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ AI และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวแล้วเสร็จ รัฐบาลมีแผนพัฒนาโมเดลพื้นฐานอเนกประสงค์สำหรับ Physical AI ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหุ่นยนต์และระบบอัจฉริยะได้หลากหลายประเภท

ซัมซุง

เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ซัมซุง กรุ๊ป ได้ประกาศทุ่มเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 2,655 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.721 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในจำนวนนี้ 625 ล้านล้านวอนจัดสรรให้กับการลงทุนในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคชุงชองทางตอนกลางของประเทศ ขณะที่อีก 2,030 ล้านล้านวอนจัดสรรให้กับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทในเมืองพยองแทก รวมถึงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังก่อสร้างในเมืองยงอิน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงโซลทั้งคู่

อี แจ-ยง ประธานบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า บริษัทกำลังพิจารณาสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในมหานครกวางจู ทางภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อเสริมศักยภาพให้กับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เดิมที่กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานครโซลและพื้นที่โดยรอบ

บริษัทอื่นในเครือซัมซุงก็ร่วมสนับสนุนความพยายามในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่นกัน โดยซัมซุง เอสดีเอส (Samsung SDS) มีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในเมืองแฮนัม ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 330 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน ซัมซุง ซีแอนด์ที (Samsung C&T) จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่ใช้พลังงานสูง นอกจากนี้ ซัมซุงยังมีแผนขยายการลงทุนด้านหุ่นยนต์ที่เมืองกูมี ในจังหวัดคยองซังเหนือ พร้อมเดินหน้าก่อสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ในภูมิภาคชุงชองอีกด้วย

เอสเค

เอสเค กรุ๊ป ก็ประกาศแผนการลงทุนรวมทั้งสิ้น 2,100 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.361 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยชเว แท-วอน ประธานบริษัท เอสเค กรุ๊ป ระบุว่า ในจำนวนนี้ 1,100 ล้านล้านวอนจะถูกนำไปลงทุนสร้าง “AI memory production belt” ที่เชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเมืองยงอินทางตอนใต้ของกรุงโซล กับเมืองชองจูทางตอนกลาง และภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

เอสเค กรุ๊ป มีแผนจัดตั้งฐานการผลิตใหม่ของเอสเค ไฮนิกซ์ ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่เอสเค ไฮนิกซ์ ตั้งเป้าสร้างคลัสเตอร์ในเมืองยงอินให้แล้วเสร็จภายในปี 2576 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2588 เพื่อเร่งตอบสนองความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกัน เอสเค เทเลคอม (SK Telecom) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในเครือ จะดำเนินโครงการมูลค่า 1,000 ล้านล้านวอน เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่มีกำลังการประมวลผลรวม 15 กิกะวัตต์

ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง กล่าวว่า “บริษัทเอกชนต่างมุ่งแสวงหาผลกำไร แต่ก็แสดงให้เห็นว่าสามารถทำเพื่ออนาคตของชาติได้เช่นกัน” พร้อมกับโค้งคำนับ อี แจ-ยง ประธานบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ และ ชเว แท-วอน ประธานบริษัท เอสเค กรุ๊ป “ผมขอเรียกท่านทั้งสองว่าวีรบุรุษของชาติ”

ความท้าทาย

แผนการลงทุนมหาศาลดังกล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีใต้ในการรักษาความเป็นผู้นำด้านชิปหน่วยความจำ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางกระแส AI ทั่วโลก พร้อมทั้งส่งเสริมเป้าหมายของรัฐบาลในการกระจายการลงทุนไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ อย่างสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคงมีข้อกังขาว่าการลงทุนมหาศาลเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขณะที่ปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแผนงานระยะยาวนับทศวรรษนี้

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า ในส่วนของภาคเอกชนนั้น บริษัทอาจประกาศแผนการลงทุนระยะยาว 5 ปี หรือ 10 ปี แต่ว่าการลงทุนจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ การประกาศการลงทุนมักนำเสนอในแง่บวก แต่การดำเนินการจริงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ พร้อมกับเตือนว่า ข้อผูกพันด้านการลงทุนในระยะยาวมักเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด

ในส่วนของภาครัฐนั้น รัฐบาลยังไม่ได้นำเสนอแผนอย่างละเอียดสำหรับการจัดหาไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต้องใช้ทรัพยากรดังกล่าวในปริมาณมหาศาล โดยมีการประเมินว่า เฉพาะโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำ 4 แห่งก็ใช้ไฟฟ้าสูงถึง 6.3 กิกะวัตต์ และน้ำประมาณ 650,000 เมตริกตัน ขณะที่ความต้องการที่แท้จริงคาดว่าจะสูงกว่านี้มาก เมื่อพิจารณาถึงซัพพลายเออร์และการเติบโตของประชากรโดยรอบคลัสเตอร์อุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการดึงดูดนักวิจัยและวิศวกรให้ย้ายไปยังคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ ตลอดจนโน้มน้าวให้บุคลากรที่มีทักษะสูงเหล่านี้ตั้งรกรากในระยะยาว ขณะเดียวกัน ซัพพลายเออร์จำนวนมากของโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ก็กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานครโซลและพื้นที่โดยรอบ ทำให้การรักษาระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องยาก

เกมการเมือง?

แผนการลงทุนครั้งใหญ่นี้ได้รับเสียงชื่นชมจากพรรครัฐบาล แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งกล่าวหาว่าโครงการนี้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อภูมิภาคอื่น และเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่คำนวณไว้ล่วงหน้าเพื่อเรียกเสียงสนับสนุน ก่อนที่พรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตย (DP) จะจัดการประชุมใหญ่ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้เป็นฐานเสียงดั้งเดิมของพรรค DP

ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ตอบโต้ว่า แม้การลงทุนครั้งนี้จะมุ่งไปยังภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ แต่เมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ภาครัฐเคยทุ่มให้กับภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้มาตลอดหลายปี การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นเพียง “หยดน้ำในมหาสมุทร” เท่านั้น พร้อมกับเสริมว่า การถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติที่ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้เผชิญมาตลอด กลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะทำให้พื้นที่ยังคงมีแหล่งน้ำ ไฟฟ้า และที่ดินสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่าอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศในยุค AI นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้ยังยกย่องว่าโครงการดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการที่ผลประโยชน์ของภาคเอกชนสอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐในการพัฒนาภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศอย่างสมดุล

ปัจจุบัน อุปสงค์ชิปหน่วยความจำทั่วโลกสูงกว่าอุปทานประมาณ 2 เท่า และคาดว่าช่องว่างดังกล่าวจะขยายเป็น 2.5 เท่าภายในปี 2578 จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการใช้งาน AI ดังนั้น ความพยายามในการสร้างฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในเกาหลีใต้จึงไม่เพียงเป็นยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการแข่งขันระดับโลกเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในอนาคต

โดย ปรียพรรณ มีสุข/ปนัยดา ปัทมโกวิท