
นักลงทุนต่างชาติกำลังกลับเข้าซื้อพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทย ท่ามกลางความหวังที่ว่าธนาคารกลางในภูมิภาคจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับผลตอบแทนพันธบัตร โดยความคาดหวังดังกล่าวมีขึ้นแม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มกลับมาส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกก็ตาม
ข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กบ่งชี้ว่า เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และมาเลเซีย รวมกันอยู่ที่ 8.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี และเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีชี้วัดมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งในภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) ตลอดจนลาตินอเมริกา นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว
นักกลยุทธ์หลายรายมองว่า แนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางในเอเชียน่าจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนความต้องการพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบรรดาเทรดเดอร์พากันปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยบางส่วนคาดว่าจะการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมเดือนนี้
แม้นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางในเอเชียยังคงมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงิน เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงฟื้นตัว แต่นักวิเคราะห์จากบริษัท Lombard Odier Singapore มีมุมมองเชิงบวกว่า การที่ธนาคารกลางในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชียหันมาดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเมื่อไม่นานมานี้ ได้สร้างภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่งให้กับตลาดของประเทศเหล่านี้ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่า พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจะยังคงทำผลงานได้ดีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ พันธบัตรเอเชียมีความอ่อนไหวค่อนข้างน้อยต่อการเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยค่าความสัมพันธ์ (Correlation) ระยะเวลา 30 วันระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 5 ปี กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียที่มีอายุเท่ากัน อยู่ที่ประมาณ 0.04 เทียบกับ 0.34 ในภูมิภาค EMEA และ 0.44 ในลาตินอเมริกา
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท





