BTG อัปพอร์ตอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียม-เร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ ดันรายได้ 3 ปี แตะ 5.6 พันลบ.

บมจ.เบทาโกร [BTG] เดินเกมรุกธุรกิจสัตว์เลี้ยงเต็มสูบ! ประกาศรุกอัปพอร์ตสินค้าสู่กลุ่มพรีเมียมสำหรับสัตว์เลี้ยง พร้อมสร้างแบรนด์เพิ่มการรับรู้ในตลาดอย่างแข็งแกร่ง และเร่งขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในต่างประเทศ ดันยอดขายแตะ 5,600 ล้านบาทใน 3 ปี พร้อมปักหมุดเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทะลุ 8% ภายในปี 2571 รับเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เสมือนลูก

นายสมชาญ ศุภปีติพร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บมจ.เบทาโกร [BTG] เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เน้นวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม ลงทุนสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ผ่านการทำกิจกรรมการตลาดเพิ่มฐานตลาดในประเทศ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ ผลักดันยอดขายสู่ระดับ 5,600 ล้านบาท ใน 3 ปี (ปี 71) และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) จากปัจจุบันที่ 5% ขึ้น 8% ภายในปี 71

สำหรับเป้าหมายในปี 69 ตั้งเป้ายอดขายแตะระดับ 3,300 ล้านบาท เติบโต 24% เมื่อเทียบกับปี 68 ที่มียอดขาย 2,660 ล้านบาท มาจากการเติบโตของยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลยุทธ์สำคัญคือการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์เน้นกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น โดยปัจจุบันสินค้ากลุ่ม Economy 55% และกลุ่มพรีเมียม 45% ให้กลายเป็นกลุ่มพรีเมียมเพิ่มเป็น 55% ภายใน 3 ปีข้างหน้า รวมถึงเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเองเป็น 70% และ OEM 30% จากปัจจุบัน สินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเอง 65% 

ในส่วนของงบประมาณในปีนี้บริษัทวางแผนลงทุนด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์มากขึ้น จากเดิมใช้งบด้านการตลาดราว 10% ของยอดขาย ปีนี้ขยับขึ้นเป็นที่ 15-20% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์และ KOLs

สำหรับการผลิต ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 9,000 ตันต่อเดือน โดยมีการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) อยู่ที่ 75% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 85% ในปีหน้า ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาเตรียมวางแผนลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม โดยพิจารณาทั้งรูปแบบเพิ่มเครื่องจักร หรือลงทุนสร้างโรงงานใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มขยายกำลังกายผลิตในปี 71 เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มสินค้าใหม่ๆ

ด้านต้นทุนแนวโน้ม จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นประมาณ 5-7% บริษัทได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากการใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้วยการ ซื้อล่วงหน้า (Forward booking) และการมีสต็อกที่ประสานงานร่วมกับกลุ่มบริษัทในเครือ โดยปัจจุบันล็อกต้นทุนไปจนถึงไตรมาส 3/69 แล้ว นอกจากนี้ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวมวล (Biomass) ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานไปพร้อมกับการตอบโจทย์ ESG อีกด้วย

“ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ก็เผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้น โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว และครัวเรือนเดี่ยวที่นิยมเลี้ยงสัตว์แทนการมีทายาท ในฐานะผู้นำในธุรกิจอาหารครบวงจร เราเล็งเห็นโอกาสนี้และใช้ความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คุณภาพที่สั่งสมมายาวนานขยายสู่ตลาดสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ด้วยจุดแข็งที่แตกต่างของเรา จึงมั่นใจได้ว่าเราจะส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่เหนือกว่าทั้งในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานสากลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสัตว์เลี้ยง”นายสมชาญกล่าว กล่าว

จากข้อมูลของ Euromonitor และ Pet Marketing Intelligence พบว่า สำหรับภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงของไทย ในปี 2568 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงอยู่ที่ 43,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี และในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 49,000 ล้านบาท ด้วยอัตราเฉลี่ย 13% ต่อปี ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยกำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง และอาหารเม็ดยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด แต่พบว่าอาหารเปียกและขนมขบเคี้ยวมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ทำให้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพและน่าจับตาเป็นพิเศษ

“เรามุ่งมั่นยกระดับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงด้วยกลยุทธ์ขยายพอร์ตสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เน้นวัตถุดิบ คุณภาพพรีเมียมระดับ Human Grade อาทิ อาหารประกอบการรักษาโรคกลุ่ม Therapeutic อาหารบำรุง สุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกันกลุ่ม Wellness และขนมสัตว์เลี้ยงรูปแบบใหม่ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มนี้จาก 45% เป็น 54% ภายในปี 2571 ตอบรับกระแสที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงพร้อมทุ่มเทเพื่อสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ เรายังลงทุนสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านแคมเปญการตลาด ทั้งการใช้พรีเซ็นเตอร์ เซเลบริตี้ และอินฟลูเอนเซอร์ ควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เพื่อผลักดันยอดขายทะยานสู่ 5,600 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า” นายสมชาญกล่าว

ธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรเติบโตอย่างยอดเยี่ยม โดยในปี 2568 มียอดขาย 2,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25%จากปีก่อน และในไตรมาส 1/69 ยอดขายยังเติบโตต่อเนื่อง 22% มูลค่า 721 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มกำลังการผลิต การขยายช่องทางจำหน่าย และการรุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ กว่า 16 ประเทศ โดยในปี 2568 ยอดขายในประเทศและส่งออกขยายตัว 18% และ 43% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมทั้งการขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ อาทิ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บรูใน ฮ่องกง และเกาหลีใต้

ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายในประเทศที่ 65% และมียอดขายจากการส่งออกที่ 35% ซึ่งบริษัทมีนโยบายรักษาสัดส่วนยอดขายไว้ที่ระดับเดิม

นายสมชาญ กล่าวเสริมว่า เราพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตพอร์ตด้วยนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงโดยผสานความเชี่ยวชาญของนักโภชนาการ สัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่าง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร พร้อมกันนี้ เรายกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานโรงงานอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้พลังงานสะอาด การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่หลากหลาย ภายใต้แบรนด์ Perfecta, DOG n joy, CAT n joy และ BingoStar พร้อมช่องทางจัดจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่าย อาทิ ร้านค้าปลีกจำหน่ายอาหารสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์และคลินิกสัตวแพทย์ ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน