
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย [CIMBT] ระบุว่า ไตรมาส 3/69 ตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนจากคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง และสินทรัพย์เสี่ยงราคาพุ่ง แนะพอร์ตให้น้ำหนักตลาดหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ หลังมองทิศทางราคาน้ำมันลดลงคลายกังวลเงินเฟ้อ โฟกัสตลาดหุ้นประเทศพัฒนา (DM) หุ้นเอเชีย แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากอาจมีแรงขายทำกำไรออกมาก่อน และให้เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน เน้นตลาดหุ้นฮ่องกงที่ยังราคาไม่แพง รวมถึงทองคำ ช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ดี
ส่วนตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ไม่แนะนำเพราะมองครึ่งปีหลัง upside เหลือน้อยหลังราคาขึ้นไปสูงแล้ว และ กลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีอาจเกิด Stock Loss แนะเลือกหุ้นปันผลดี-ราคาไม่แพง ให้กรอบ SET 1,540 -1,620 จุด
นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองการลงทุนในไตรมาส 3 ว่า ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของเฟด และระดับมูลค่าประเมิน (Valuation) สินทรัพย์เสี่ยงยังสูง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้ Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต
สำหรับปัจจัยแรก ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าไม่เกิน 1 ครั้งในปีนี้ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการเงินเฟ้อในระยะสั้น ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side Inflation) ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงเมื่อห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ
“เราคิดว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ใน 60 วัน อาจมีความไม่แน่นอน หากล่าช้าก็อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงช้าด้วย จะทำให้ภาพเงินเฟ้อขึ้นมาได้”
โดยกรณีดีสุด ราคาน้ำมันปรับตัวลงเร็วมา ข้อตกลงสันติภาพหาข้อยุติได้ คาดว่าผู้ผลิตน้ำมันจะส่งออกมากขึ้น อาจจะเห็นราคาน้ำมันดิบลงไปต่ำกว่า 70 เหรียญ/บาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลง จะทำให้เฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ย หรืออาจลดดอกเบี้ย
แต่หากกรณีแย่สุด ล้มการเจรจาสันติภาพ ความเสี่ยงเกิด Staglfation ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นแรงส่งให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมาก
อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ระดับมูลค่าประเมินของสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง จากความคาดหวังต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำให้ตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ หากผลประกอบการหรือข้อมูลเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์
*Q3 เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน/อ่องกง
นายจิรไพบูลย์ กล่าวว่า ธนาคารยังชอบตลาดหุ้น หรือ overweight และ underweight ตราสารหนี้ ขณะเดียวกันเลือก ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางเลือกป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน ซึ่งมองว่าหากเฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยก็น่าจะหนุนราคาทอง ให้กรอบ 4,400-4,500 เหรียญ/ออนซ์
โดยให้น้ำหนัก Neutral สำหรับตลาดหุ้นประะเทศพัฒนา (DM) และตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งราคา price in ไปแล้ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และคาดว่ามีแรงขายทำกำไรออกมาหลังราคาขึ้นไปสูง ทำให้ราคาแพง และเป็นการปรับพอร์ตของ Passive Fund อย่างไรก็ดี มองว่ากำไรก็ยังมีภาพเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ overweight หุ้นจีน เน้นหุ้นในตลาดฮ่องกง (ฮั่งเส็ง) เป็นหลัก เป็นตัวกระจายความเสี่ยง และราคายังไม่สูงมาก ซึ่ง Valuation ถูกว่าตลาดสหรัฐ ครึ่งหนึ่ง
“มุมมองการลงทุนไตรมาส 3 ธนาคารยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน เนื่องจากมองว่าการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลตอบแทนในระยะข้างหน้า พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุน นอกจากนี้ ไตรมาส 3 จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มีโอกาสที่รัฐบาลทรัมป์จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และอาจเป็นอีกแรงหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีหลัง” นายจิรไพบูลย์ กล่าว
ทั้งนี้ แม้ในไตรมาส 2 ตลาดการลงทุนจะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและสร้างความกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อ จนทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรืออาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ CIMBT มองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้น และมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายตามการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์
ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน แม้ว่าการบริโภคอาจเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะทยอยผ่อนคลายลง ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกเติบโตกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain ส่งผลให้ เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว อาทิ AI Infrastructure, Connectivity, Smart Grid และ Alternative Energy
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ แนะนำกองทุน CIMB Signature Series ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การลงทุนภายใต้ภาวะตลาดที่ยังผันผวน ประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนประเภท Multi-Asset โดยกอง SIGNATURE GINCOME สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 6.8% ขณะที่กองทุน SIGNATURE GINGRO สร้างผลตอบแทนย้อนหลังนับจากวันจัดตั้งกองทุนเมื่อ 15 ต.ค.2568 ที่ 10.41% (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 18 มิ.ย.2569)
ทั้งนี้ ทั้งสองกองทุนเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยล่าสุด มูลค่าสินทรัพย์ของทั้งสองกองทุนรวมประมาณ 1.2-1.3 พันล้านบาท
*หุ้นไทยครึ่งปีหลัง upside จำกัด
สำหรับภาพตลาดหุ้นไทย [SET.X] นายจิรไพบูลย์ กล่าวว่า ตลาดปรับตัวขึ้นมาเร็วรับข่าวดีราคาน้ำมันปรับลง และปีนี้คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 97 บาท/หุ้น จากเดิมคาดไว้ 90 บาท/หุ้น บนค่าเฉลี่ย P/E 5 ปีที่ 17.9 เท่า ดัชนี SET ปีนี้คาดจะอยู่ 1,700 จุด แต่หากมองว่า EPS ปีนี้อยู่ที่ 90 บาท/หุ้น ดัชนี SET คาดอยู่ที่ 1,620-1,615 จุด แต่หากตลาดมี P/E ที่ 15 เท่า คาดว่าดัชนี SET จะอยู่ระหว่าง 1,420-1,540 จุด
ฉะนั้น คาดว่าดัชนี SET ครึ่งหลังปีนี้น่าจะอยู้ในกรอบ 1,540 -1,620 จุด
ธนาคาร ไม่แนะนำลงทุนหุ้นไทย มองว่ากำไรเติบโตเป็นวัฎจักร เมื่อเทียบกับตลาดอื่น โดยเห็นว่า Earning ไม่มี upside ซึ่งกำไรในไตรมาส 1/69 พีคไปแล้ว โดยกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมีได้รับ Stock Gain จากราคาน้ำมันพุ่งสูง และไตรมาสที่เหลือน่าจะเห็น Stock Loss ทั้งนี้ น้ำหนักหุ้นกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีคิดเป็น 20 กว่า% ของตลาดหุ้นโดยรวม
ราคาหุ้นปัจจุบันที่ปรับตัวขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เหลือเพียง 4% จึงแนะให้ Selective
ครึ่งปีหลังเห็น upside จำกัดหลังราคาขึ้นมาสูง หากบริษัทจดทะเบียนไม่มีกำไรตามคาดก็มีโอกาสปรับลง ส่วนที่ Fund Flow เข้าตลาดหุ้นไทย ตอบรับข่าวการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นส่วนที่ Fund Flow ตัดสินใจอยู่หรือไปจากตลาดหุ้นไทย





