
กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ทารกชาวอเมริกันราว 1.5 ล้านคนจะได้รับเงินเริ่มต้นจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐใน “บัญชีทรัมป์” (Trump Accounts) ของตน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐจะเฉลิมฉลองวันครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้
ทั้งนี้ โครงการ “บัญชีทรัมป์” จะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.) ซึ่งเป็นวันชาติสหรัฐ โดยรัฐบาลจะเปิดบัญชีดังกล่าวและฝากเงินตั้งต้นจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเข้าบัญชีของทารกแรกเกิดแต่ละคน โดยจะมีการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนและสร้างผลตอบแทน จนเด็กมีอายุครบ 18 ปี และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ บัญชีดังกล่าวจะเปลี่ยนสถานะเป็นบัญชีออมเพื่อการเกษียณอายุส่วนบุคคลแบบดั้งเดิม (Traditional Individual Retirement Account: IRA) และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะนำเงินใน “บัญชีทรัมป์” ไปลงทุนในกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ (Low-Cost Index Funds) เพื่อสร้างผลตอบแทน ขณะที่เจ้าของบัญชีจะไม่สามารถถอนเงินได้จนกว่าจะมีอายุครบ 18 ปี
ทารกที่จะได้รับเงินจากรัฐบาลจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2571
- เป็นพลเมืองสหรัฐ
- มีหมายเลขประกันสังคม (Social Security Number)
กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ไม่ใช่ทารกแรกเกิดอีกประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งผู้ปกครองได้สมัครเข้าร่วมโครงการ “บัญชีทรัมป์” แล้ว จะได้รับการเปิดบัญชีในวันที่ 4 กรกฎาคมเช่นกัน แม้เด็กกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เด็กอายุไม่เกิน 10 ปีจำนวน 25 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รหัสไปรษณีย์ (ZIP Code) ที่เข้าเกณฑ์ อาจได้รับเงินบริจาคจำนวน 250 ดอลลาร์สหรัฐจากมูลนิธิไมเคิลและซูซาน เดลล์
นอกจากนี้ ครอบครัว ญาติ และนายจ้าง สามารถร่วมกันฝากเงินเข้าบัญชีได้รวมสูงสุดไม่เกินปีละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเด็กหนึ่งคน โดยวงเงินดังกล่าวจะมีการปรับเพิ่มในอนาคตตามอัตราเงินเฟ้อหลังปี 2570
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวต่อคณะกรรมาธิการการคลังประจำวุฒิสภา ในช่วงต้นเดือนนี้ว่า “ปัจจุบัน ชาวอเมริกันเกือบ 40% ไม่มีการลงทุนในหุ้นสหรัฐเลย พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทที่ตนเองช่วยสร้าง และแทบไม่มีส่วนแบ่งในความมั่งคั่งที่ตนเองช่วยสร้างขึ้น บัญชีทรัมป์ถือเป็นการปรับแนวคิดครั้งสำคัญ เพราะจะทำให้เด็กอเมริกันทุกคนได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ภาคเอกชนและการเติบโตของผลตอบแทนแบบทบต้น กล่าวโดยสรุปคือ ทารกอเมริกันทุกคนจะถือกำเนิดมาในฐานะผู้ถือหุ้น”
นายจ้างสามารถสมทบเงินได้สูงสุดปีละ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐผ่านโครงการสมทบเงินของนายจ้าง โดยวงเงินดังกล่าวจะนับรวมอยู่ในเพดาน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จะไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีของลูกจ้าง หากดำเนินการผ่านโครงการของนายจ้าง
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรการกุศลสามารถบริจาคเงินให้แก่เด็กที่เข้าเกณฑ์ได้ และเงินส่วนนี้จะไม่นับรวมในเพดานเงินฝากประจำปี 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





