
กระแสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนคุ้นเคยกับโทเคนที่อ้างอิงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม คลังสินค้า หรือโครงการสร้างรายได้รูปแบบต่าง ๆ
แต่ปัจจุบันตลาดกำลังเริ่มเห็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงกับอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อโลกในระยะยาว นั่นคือ “ทรัพยากรธรรมชาติ” โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศชายฝั่ง
Blu Green Token หรือ BLU เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่อ้างอิงโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนและการสร้างคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่จริง แตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมากที่มูลค่าพึ่งพาเพียงอุปสงค์และอุปทานในตลาด เพราะโครงการนี้พยายามเชื่อมโยงผลตอบแทนเข้ากับการพัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลนและการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในอนาคต
โครงการมีอายุ 7 ปี ใช้บล็อกเชน TKX Chain โดย บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้ออกโทเคน และบริษัท Token X เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขาย ขณะที่การซื้อขายในตลาดรองจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. มูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 480 ล้านบาท หรือไม่เกิน 400 ล้านโทเคน โดยกำหนดราคาเสนอขายไว้ที่ 1.20 บาทต่อโทเคน
เงินที่ระดมทุนจะถูกนำไปใช้สำหรับการดำเนินโครงการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลน ค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการโครงการ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตลอดอายุโครงการ
หัวใจของโมเดลธุรกิจคือการสร้าง “คาร์บอนเครดิต” จากป่าชายเลนที่ปลูกและดูแลจริง เมื่อโครงการผ่านการรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด จึงสามารถนำคาร์บอนเครดิตออกจำหน่ายให้กับองค์กรหรือธุรกิจที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายได้จากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตจะกลายเป็นแหล่งสำคัญในการจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือโทเคนตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน
พื้นที่โครงการมีขนาดรวมกว่า 17,531 ไร่ ครอบคลุม 15 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด ระนอง ชุมพร พังงา สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ตรัง สตูล และปัตตานี โดยพื้นที่แบ่งออกเป็น Premium T-VER ประมาณ 1,750 ไร่ และ Standard T-VER กว่า 15,700 ไร่
พันธุ์ไม้ที่ใช้ปลูกไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ประกอบด้วย พันธุ์ไม้ป่าชายเลนหลายชนิด เช่น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก โปรงแดง โปรงขาว แสมทะเล ลำพูทะเล ตะบูนดำ ต้นเป้งทะเล และพันธุ์ไม้อื่น ๆ เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์มากขึ้น
การดำเนินโครงการไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีการวางแผนและดำเนินงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากได้รับอนุมัติพื้นที่จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จากนั้นมีการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีประสบการณ์ด้านการปลูกป่าชายเลน พร้อมพัฒนาระบบติดตาม ดูแล และเตรียมเอกสารสำหรับขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต
ตามแผนงาน โครงการจะขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในปี 2567 ก่อนเข้าสู่กระบวนการเสนอขายโทเคนดิจิทัล หลังได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในปี 2568
เมื่อโครงการดำเนินต่อไปจนเข้าสู่ปีที่ 5 และปีที่ 7 จะเริ่มมีการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจาก อบก. จากนั้นจึงเริ่มจำหน่ายคาร์บอนเครดิตจริง และนำรายได้มาสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือโทเคนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ในเอกสารเสนอขายระบุอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดโครงการ (IRR) ไว้ที่ประมาณ 10.35% ต่อปี ซึ่งเป็นกรณีฐาน (Base Case) ที่อ้างอิงสมมติฐานเกี่ยวกับราคาคาร์บอนเครดิตและแผนการจำหน่าย
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของผลตอบแทนภายใต้หลายสมมติฐาน หากตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโตดีกว่าคาดและสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง ผลตอบแทนอาจเพิ่มขึ้นจนมี IRR ประมาณ 20.04% แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน เช่น ราคาคาร์บอนเครดิตต่ำกว่าคาดหรือจำหน่ายได้ช้ากว่าแผน ผู้ถือโทเคนยังมีเป้าหมายผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 3.00% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในโครงการ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้พัฒนาโครงการพยายามลดความเสี่ยงด้วยหลายกลไก เช่น การกันสำรองปริมาณคาร์บอนเครดิตไว้บางส่วนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของปริมาณคาร์บอนที่เกิดขึ้นจริง การบริหารจัดการพื้นที่โดยผู้เชี่ยวชาญ การดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่ตลอดอายุโครงการ รวมถึงสิทธิในการขยายอายุโครงการได้ไม่เกิน 2 ปี หากยังจำหน่ายคาร์บอนเครดิตได้ไม่ครบตามแผน
อีกจุดหนึ่งที่ถูกระบุไว้คือ หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้โครงการไม่สามารถสร้างรายได้ตามแผน หรือปริมาณคาร์บอนเครดิตไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ บมจ. ดิทโต้ (ประเทศไทย) [DITTO] ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ออกโทเคน จะเข้ามาให้การสนับสนุนทางการเงินภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้สำหรับการชำระผลตอบแทนและเงินลงทุนเริ่มต้นของผู้ถือโทเคน
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญาและหนังสือชี้ชวน ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนโดยไม่มีเงื่อนไข
ในมุมของการลงทุน Blu Green Token มีจุดเด่นที่แตกต่างจากโทเคนทั่วไป เพราะผู้ลงทุนไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จากค่าเช่าหรือผลประกอบการของธุรกิจ แต่เชื่อมโยงกับการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากแนวโน้มที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประเทศไทยเองตั้งเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2593 และ Net Zero ภายในปี 2608 ขณะที่หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Tax, CBAM ของสหภาพยุโรป ระบบ ETS และมาตรการอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นในอนาคต หากกลไกตลาดพัฒนาได้ตามที่คาด
โครงการยังระบุว่ากรอบการออกโทเคนได้รับการจัดทำโดยอ้างอิงแนวทาง Green Bond Principles ของ International Capital Market Association (ICMA) และผ่านการรับรอง Framework โดย DNV เพื่อสร้างมาตรฐานด้านความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดของโครงการจะน่าสนใจ แต่ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจว่าการลงทุนลักษณะนี้ยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่อาจกระทบพื้นที่ป่าชายเลน ความเสี่ยงด้านกฎหมายและนโยบายรัฐ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาคาร์บอนเครดิต ความเสี่ยงด้านการขึ้นทะเบียนโครงการ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของโทเคนในตลาดรอง รวมถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและระบบสินทรัพย์ดิจิทัล
ที่สำคัญ ผลตอบแทนที่ระบุในเอกสารเป็นเพียงประมาณการภายใต้สมมติฐานของโครงการ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง ราคาคาร์บอนเครดิตในอนาคต ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง ระยะเวลาการจำหน่าย รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและกฎระเบียบ ล้วนส่งผลต่อผลตอบแทนของผู้ลงทุนได้ทั้งสิ้น
ในภาพรวม Blu Green Token ถือเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญของโลกการเงินยุคใหม่
แนวคิดดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติผ่านรูปแบบการลงทุนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนและเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังขยายบทบาทจากการสร้างผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว
แต่เช่นเดียวกับการลงทุนทุกประเภท การศึกษารายละเอียดของหนังสือชี้ชวน เงื่อนไขของโครงการ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุน
ธิติ ภัทรยลรดี




