
บริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) เปิดเผยในเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ว่า อัยการสูงสุดของ 4 รัฐในสหรัฐฯ เรียกร้องให้ศาลสั่งปรับเมตาเป็นมูลค่ารวม 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อกล่าวหาว่า เมตาออกแบบแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) และอินสตาแกรม (Instagram) ให้ผู้ใช้งานวัยรุ่นและเยาวชนเกิดการเสพติด รวมทั้งทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม
ตัวเลขค่าปรับดังกล่าวไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน และมีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของเมตา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคดีที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ยื่นฟ้องบริษัท มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาคดีในเดือนส.ค.ปีนี้ ที่เมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
เมตาเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวในการยื่นคำชี้แจงเพื่อโต้แย้งเอกสารของอัยการสูงสุด ซึ่งเสนอวิธีการคำนวณค่าปรับ หากทั้ง 4 รัฐเป็นฝ่ายชนะคดี โดยบริษัทระบุว่า ตัวเลขค่าปรับดังกล่าวไม่มีหลักฐานรองรับ และบทลงโทษในระดับนี้ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนในประวัติศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
แม้เอกสารของทั้ง 4 รัฐจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ในการไต่สวนเมื่อเดือนมิ.ย. อัยการของรัฐเปิดเผยว่า การคำนวณค่าปรับใช้วิธีนำจำนวนการกระทำผิดมาคูณกับอัตราค่าปรับที่กำหนดไว้ในกฎหมายของแต่ละรัฐ โดยจำนวนการกระทำผิดอ้างอิงจากจำนวนโดยประมาณของผู้ใช้งานวัยรุ่นและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของเมตา
ปัจจุบัน มีทั้งหมด 29 รัฐที่ยื่นฟ้องเมตาต่อศาลรัฐบาลกลาง โดยรัฐส่วนใหญ่กล่าวหาว่า บริษัทละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์ของสหรัฐฯ (Children’s Online Privacy Protection Act: COPPA) เนื่องจากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองอย่างเหมาะสม
การพิจารณาคดีในเดือนส.ค. ซึ่งมี อีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ เป็นผู้พิจารณา จะครอบคลุมทั้งข้อกล่าวหาตามกฎหมาย COPPA และข้อกล่าวหาของ 4 รัฐที่ระบุว่า เมตาละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของแต่ละรัฐ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่า อัยการสูงสุดของรัฐไม่มีหลักฐานว่าเมตาทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในประเด็นที่ว่าแพลตฟอร์มของบริษัทก่อให้เกิดการเสพติด เนื่องจาก “การเสพติดโซเชียลมีเดีย” ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นโรคหรือภาวะทางจิตเวช ดังนั้น การระบุว่าแพลตฟอร์มของบริษัทไม่ได้ก่อให้เกิดการเสพติด จึงไม่ใช่การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปรียพรรณ มีสุข





