ธปท. ย้ำดอกเบี้ย 1% สอดคล้องศก. ชี้นโยบายการเงินแค่ “กองหลัง” อย่าคาดหวังเติมเกมรุกบ่อย

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum 2/2569 กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 69 ได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงสุดเมื่อเทียบกับในตลาดขณะนี้

อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ดังกล่าวไม่ถือว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี เพราะยังเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ อีกทั้งการเติบโตยังเป็นแบบไม่ทั่วถึง เพราะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในภาคส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ

“หลายคนบอกว่า ธปท.มองโลกในแง่ดีไปหรือไม่ จริงๆ แล้วตัวเลข 2.3% ไม่ใช่ตัวเลขที่ดี แค่ดีกว่าที่เคยคาดไว้ เพราะหากเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจถือว่ายังห่าง เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ไม่เท่าเทียมกัน เป็นการโตแบบ K shape…2.3% ดีในแง่ macro แต่ในแง่ความรู้สึก ยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ถือว่ายังไม่ได้น่าพอใจ” นายดอน กล่าว

สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าความเสี่ยงปรับลดลงพอสมควร โดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง แต่ทั้งนี้ ธปท. ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากมี 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ทั้งการส่งผ่านต้นทุนที่ยังไม่หมดสิ้น ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้ราคาอาหารสดพุ่งสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้ทุกเมื่อ

“หากเปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอล นโยบายการเงิน จะเปรียบเสมือนกองหลัง ที่มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ในบางครั้งที่เรามองเห็นโอกาส อย่างเช่นต้นปี เราก็เติมเกมรุกด้วยการลดดอกเบี้ย ช่วยประคองเศรษฐกิจไป แต่อย่าหวังแบบนั้นบ่อย ๆ เพราะหน้าที่หลักของเราคือกองหลัง ส่วนกองหน้า จะเป็นหน้าที่ของนโยบายการคลัง และแบงก์ชาติในเรื่องมาตรการการเงินเฉพาะจุด” นายดอน ระบุ

ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายดอน ระบุว่า สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย ขณะนี้สิ่งที่ กนง.มองคือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันมีความเหมาะสมกับสถานการณ์แล้วในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และมีความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่แม้จะเบาบางลง แต่ยังไม่สามารถตัดความกังวลในประเด็นนี้ออกไปได้

ส่วนการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายดอน กล่าวว่า ในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับลดลงมาจนเหลือ 1% แล้ว โดยอยู่ต่ำเป็นอันดับที่ 2 ของโลก

พร้อมมองว่า การปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติ (Policy Normalization) นั้น เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโตได้ตามศักยภาพ โดยควรขยายตัวได้อย่างน้อย 2.7% หรือสูงกว่าระดับนี้ไปอีกระยะ ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 3% โดยต้องติดตามรอดูฝีมือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ตั้งเป้าการเติบโตของศักยภาพเศรษฐกิจไทยไว้ว่าจะสูงกว่า 3% ภายใน 3 ปี

“เศรษฐกิจไทย ถ้าทำให้ดี ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ควรจะโตต่ำแบบนี้เป็นเวลานาน ถามว่าแบงก์ชาติ จะ normalize เมื่อไร โจทย์ก็คือ เมื่อเศรษฐกิจ normalize ด้วย ภาครัฐและเอกชนต้องเข้ามาร่วมมือกันว่าทำอย่างไร จึงจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ เพราะถ้าปล่อยให้โตต่ำแบบนี้ไปนานๆ ระยะต่อไป อาจจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเสถียรภาพได้ นโยบายที่สำคัญสุด เป็นเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งแม้เรื่องนี้จะไม่ใช่งานหลักของเรา แต่เราก็ต่อท่อ ยื่นมือไปยังภาครัฐ และเอกชน โดยเราหวังเรื่องโครงการรีอินเวนต์ ไทยแลนด์ ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้” นายดอน กล่าว

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า กนง. ประเมินล่าสุดเมื่อครั้งการประชุมรอบวันที่ 24 มิ.ย.69 ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ 2.3% สูงกว่าที่เคยประมาณการไว้เดิมเมื่อเดือนเม.ย.69 ที่ระดับ 1.5% โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังมีแรงส่งดีกว่าคาดจากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่น้อยกว่าคาด 2.วัฎจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 3.ผลของมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังขยายตัวไม่ทั่วถึง และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ส่วนในปี 70 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.8% ลดลงจากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ระดับ 2.0%

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนปี 69 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ที่กระทบกับรายได้และค่าครองชีพ โดยกำลังซื้อของประชาชน ได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่มีแนวโน้มชะลอลงจากผลของสงคราม และภาวะเอลนีโญ อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของมาตรการของภาครัฐ (ไทยช่วยไทยพลัส) และจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 4 อันเนื่องจากมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง (ระยะเวลาโครงการ มิ.ย.-ก.ย.69)

ด้านการส่งออกสินค้า ประเมินว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย จะขยายตัวได้ 14% ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวสูงจากอุปสงค์ของวัฎจักรสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการขยายฐานการผลิตในไทย สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึง data center

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตดีนั้น ยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และมีแนวโน้มที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า (import content) มากขึ้น จึงทำให้อานิสงส์ของการเติบโตมีแนวโน้มน้อยกว่าอดีต

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัวตามการส่งออกสินค้า การลงทุน และผลระยะสั้นจากมาตรการรัฐ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงในปี 70 เนื่องจากผลของฐานสูงในปีนี้ แม้จะยังมีแรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออก และการลงทุน” นางปราณี ระบุ

ทั้งนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความต่อเนื่องของวัฎจักรเทคโนโลยี และ AI ที่ส่งผลดีต่อการส่งออก และการลงทุนของไทย 2. พัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางที่มีสัญญาณเชิงบวก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบโลก และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วไป ตลอดจนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีประเด็นเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 3.ผลของมาตรการภาครัฐต่อการบริโภค และการลงทุน

ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อว่า กนง.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 69 จะอยู่ที่ระดับ 2.8% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงขึ้นชั่วคราวในปีนี้ ตามทิศทางราคาพลังงาน และการส่งผ่านต้นทุนไปยังค่าขนส่ง ราคาสินค้า ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงในปีหน้า โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 70 จะอยู่ที่ระดับ 1.4%

ทั้งนี้ ราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ ยังอยู่ในสินค้าหมวดพลังงาน และหมวดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น (First round Effects) แต่ทั้งนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้างต่อเนื่อง หรือส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว (second round Effects) อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางระยะ 5 ปี ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3%

“อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในปีนี้ มีที่มาจากผลรอบแรกทางตรง โดยราคาน้ำมันส่งผ่านเข้าสู่ CPI หมวดราคาพลังงาน ซึ่งราคาพลังงานสามารถเคลื่อนไหวกลับสู่ระดับเดิมได้เร็ว เมื่อช็อกคลี่คลาย ซึ่งต่างจากการส่งผ่านทางอ้อม ผ่านหมวดราคาพื้นฐาน ที่มักจะค้างอยู่นาน” นายสุรัช ระบุ

ส่วนภาวะการเงินโดยรวม พบว่าค่าเงินบาทโดยรวมยังมีเสถียรภาพ โดยเงินบาทตั้งแต่ต้นปี จนถึงล่าสุดอ่อนค่าไปราว 5% ซึ่งเป็นการปรับตัวอ่อนค่าตามทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น ๆ จากการคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นสำคัญ ในขณะที่สกุลเงินภูมิภาคบางสกุลมีความผันผวน และปรับอ่อนค่าเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยเฉพาะเพิ่มเติมของแต่ละประเทศ เช่น เกาหลี อินเดีย เป็นต้น

กรณีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ ที่จะมีผลต่อเงินทุนไหลออกนั้น นายสุรัช กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยที่อยู่ในระดับต่ำที่ 1% นั้น ปัจจัยเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายตัวที่ drive เงินบาท และเงินทุนเคลื่อนย้าย เช่น ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวที่จะบอกทิศทางของค่าเงินแต่อย่างใด

ด้านสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ และมีที่มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวจากที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง ซึ่งต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวม ทรงตัวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นายสุรัช กล่าวด้วยว่า การที่ กนง.คงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันที่ 1.00% ถือเป็นนโยบายที่ผ่อนคลาย และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียงชั่วคราวขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำ โดย ธปท. พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไป โดยจะทำงานประสานกับนโยบายการคลัง และมาตรการเฉพาะจุด เช่น การแก้ปัญหาหนี้และการเสริมสภาพคล่องให้ SMEs เพื่อยกประสิทธิภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน