
เพียงแค่ 3 สัปดาห์หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อลดความตึงเครียด แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง จนกลายเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ที่เสี่ยงจะบานปลายเป็นความขัดแย้งเต็มรูปแบบมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการสู้รบเมื่อปลายเดือนก.พ.
ภายหลังการโจมตีตอบโต้กันของทั้งสองฝ่าย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันกับอิหร่านนั้น “จบสิ้นลงแล้ว” พร้อมประกาศว่าตน “ไม่อยากข้องเกี่ยวใด ๆ กับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว”
เกิดอะไรขึ้นในการปะทะระลอกล่าสุด? ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ยังมีผลอยู่หรือไม่? และตลาดการเงินมีปฏิกิริยาอย่างไร? สำนักข่าวซินหัวได้สรุปประเด็นสำคัญไว้ดังนี้
สหรัฐฯ โจมตีอะไรบ้าง?
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์เมื่อคืนวันพุธ (8 ก.ค.) ว่า กองกำลังสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมอีกระลอก เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารประมาณ 90 แห่งตลอดแนวชายฝั่งของอิหร่าน ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ ยุทโธปกรณ์ตรวจการณ์ชายฝั่ง คลังเก็บขีปนาวุธและโดรน ขีดความสามารถทางเรือ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งกำลังบำรุงทางทหาร
CENTCOM ระบุเพิ่มเติมว่า “การโจมตีระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากการเปิดฉากโจมตีเชิงรุกในอิหร่านที่ประสบความสำเร็จเมื่อคืนก่อนหน้า” นอกจากนี้ยังระบุในข้อความก่อนหน้านี้ว่า มีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ มากกว่า 20 ลำกำลังลาดตระเวนในน่านน้ำทั่วตะวันออกกลางในวันพุธ
ขณะเดียวกัน ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมประชุมสุดยอดนาโต (NATO) ที่กรุงอังการา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งคำเตือนอีกครั้งไปยังอิหร่านผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยระบุว่าการโจมตีจะ “เลวร้ายลงกว่าเดิมมาก” หากเตหะรานโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีก
“นี่คือการตอบโต้เพื่อลงโทษอิหร่านที่ทิ้งระเบิดโจมตีเรือเมื่อวานนี้ หากเกิดขึ้นอีก มันจะเลวร้ายลงกว่านี้มาก!” ทรัมป์โพสต์ข้อความ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้หยิบยกคำขู่เดิมที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในอิหร่านขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอาจรวมถึงโรงไฟฟ้า โรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล รวมถึงการเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันสำคัญของอิหร่าน โดยเขากล่าวว่า “เราอาจเข้ายึดเกาะคาร์ก และพวกเขาก็ไม่มีทางทำอะไรกับเรื่องนี้ได้เลย”
อิหร่านโต้กลับอย่างไร?
การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่หลายพื้นที่ในจังหวัดโฮร์โมซกอน คูเซสถาน และบูเชห์ร ทางตอนใต้ของอิหร่าน ส่งผลให้มีกำลังพลของอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 9 นาย และชาวประมงอิหร่านอีก 2 ราย ตามรายงานของสื่ออิหร่าน ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการโจมตีฐานทัพทางทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวตต่อเนื่องเป็นวันที่สอง
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แถลงในวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ว่า ได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน เพื่อตอบโต้การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ โดยเพรสทีวีของอิหร่านรายงานคำแถลงของ IRGC ว่า ได้พุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและอาคารสถานที่สำคัญที่ค่ายอาริฟจานและฐานทัพอากาศอาลีอัลซาเลมในคูเวต ตลอดจนฐานทัพสหรัฐฯ ในจุฟแฟร์และชีคอีซาของบาห์เรน ซึ่งถือเป็น “การตอบโต้เพื่อลงโทษฝ่ายอเมริกันที่ละเมิดข้อตกลง” พร้อมเตือนว่าการตอบโต้จะขยายวงไปยังฐานทัพอื่นในภูมิภาคหากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน กองทัพคูเวตระบุในวันพฤหัสบดีว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศกำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายศัตรูที่มุ่งเป้ามายังประเทศ ส่วนบาห์เรนและกาตาร์ก็ได้เปิดสัญญาณไซเรนเตือนภัยขีปนาวุธในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดีเพื่อเตือนภัยการโจมตีจากอิหร่าน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ เอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมากล่าวเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอีกครั้ง ทางเลือกของอิหร่านอาจรวมถึงการถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และการปรับเปลี่ยนหลักการนิวเคลียร์ (Nuclear Doctrine) ของประเทศ
“หากสหรัฐฯ โจมตีประเทศของเราอีกครั้ง เราจะตอบโต้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี และพร้อมที่จะตอบโต้อย่างเด็ดขาดและทรงพลังต่อฝ่ายอเมริกัน” สมาชิกรัฐสภาอาวุโสของอิหร่านกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟาร์ส
เรซาอียังระบุด้วยว่า การปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ นอกเหนือจากช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่กำลังพิจารณา พร้อมเสริมว่าอีกทางเลือกหนึ่งคือการถอนตัวจากสนธิสัญญา NPT ซึ่งน่าจะถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม และรัฐสภาก็พร้อมที่จะหารือเกี่ยวกับแผนการนี้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน
การปะทะที่รุนแรงขึ้นได้สร้างความสั่นคลอนให้แก่ตลาดการเงินแล้ว:
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วง: หลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้น “จบลงแล้ว” และขู่ว่าจะโจมตีทางทหารเพิ่มเติม ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ [DJI.X] ร่วงลง 1.09% ปิดที่ 52,348.39 จุด ส่วน S&P 500 [SP500.X] ลดลง 0.28% ปิดที่ 7,482.71 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ขยับขึ้น 0.2% ปิดที่ 25,870.65 จุด
- หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ร่วง: หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนลบ โดยกลุ่มวัสดุ (Materials) และกลุ่มการเงิน (Financials) เป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยดิ่งลง 2.49% และ 1.92% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยีเป็นเพียงสองกลุ่มที่ปรับตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 1.45% และ 1.44% ตามลำดับ
- ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น: น้ำมันดิบ West Texas Intermediate [WTI.X] ส่งมอบเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 3.08 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +4.37% ปิดที่ 73.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในตลาดนิวยอร์ก ส่วนน้ำมันดิบ Brent [BRENT.X] ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 3.86 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +5.2% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในตลาดลอนดอน
จากความหวังในการลดความตึงเครียดเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ปัจจุบันสถานการณ์กลับดิ่งลงสู่จุดที่อันตรายที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในตะวันออกกลาง ตลอดจนส่งแรงสั่นสะเทือนถึงราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท





