
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 640.87 จุด เพิ่มขึ้น 4.96 จุด หรือ +0.78%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,326.62 จุด เพิ่มขึ้น 73.96 จุด หรือ +0.90%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,118.27 จุด เพิ่มขึ้น 220.82 จุด หรือ +0.89%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,472.45 จุด ลดลง 16.59 จุด หรือ -0.16%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 2.7% และ 3.2% ตามลำดับ
นักเศรษฐศาสตร์ยุโรปของ Capital Economics กล่าวว่า แม้ว่าผลสำรวจภาคธุรกิจและผู้บริโภคอ่อนแอลงนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงทรงตัวได้ค่อนข้างดี
การปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดีเกิดขึ้นหลังจากตลาดปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วัน โดยก่อนหน้านี้อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวและราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ผลักดันให้ดัชนี STOXX 600 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม การกลับมาปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ทำให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ขณะนี้นักลงทุนกำลังหันไปจับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้บางส่วน
นักวิเคราะห์จาก City Index กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มคุ้นชินกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางมากขึ้น และมองว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ผันผวนซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงในวงกว้างในที่สุด
หุ้นผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ อาทิ Siltronic, Soitec และ ASML ปรับตัวขึ้น 13.4%, 5.9% และ 4.8% ตามลำดับ
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้รับแรงหนุนหลังมีรายงานว่า จีนอาจอนุญาตให้บริษัท AI ภายในประเทศเข้าถึงชิป H200 ของ Nvidia ได้ในวงจำกัด ซึ่งสะท้อนว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อาจได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น
ตลาดหุ้นสเปนปรับตัวโดดเด่นกว่าตลาดอื่นในยุโรป โดยเพิ่มขึ้น 1.1% หลังจากแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อวันพุธ โดยได้แรงหนุนหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า สเปนมีความเอื้อเฟื้ออย่างมาก หลังจากก่อนหน้านี้เขาขู่ว่าจะระงับการค้ากับสเปน
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง 1.8% ซึ่งช่วยหนุนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์เป็นกลุ่มที่ปรับตัวแย่ที่สุด โดยลดลง 1% นำโดยหุ้น AstraZeneca ที่ร่วงลง 6.2% หลังจาก Wainua ซึ่งเป็นยารักษาโรคระบบประสาทที่พัฒนาร่วมกับ Ionis ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักในการลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการกลับมาเกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจซ้ำ ในการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้าย
หุ้น Computacenter ผู้ให้บริการด้านไอที พุ่งขึ้น 7.2% หลังระบุว่าผลประกอบการตลอดปีมีแนวโน้มสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI
หุ้น Nordex ผู้ผลิตกังหันลมบนบก ปรับตัวขึ้น 4.8% หลังเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อโครงการในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายปีเป็น 3,054 กิกะวัตต์ โดยได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อจำนวนมากจากสหรัฐฯ
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





