CONSENSUS: SCC กลับมาท็อปฟอร์ม! กำไร Q2/69 โตแกร่ง สเปรดปิโตรฯพุ่ง รับวัฎจักรฟื้น

โบรกประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ”หุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จ่อรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/69 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในแง่ของผลการดำเนินงานหลัก โดยคาดการณ์กำไรปกติ (Core Profit) ทะยานกว่า 299% จากไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของส่วนต่างราคาสินค้าปิโตรเคมี (Chemical Spread) ได้อานิสงส์ซัพพลายตึงตัวในตะวันออกกลาง ประกอบกับมาตรการรัดเข็มขัดลดต้นทุนและแรงส่งจากการลงทุนภาครัฐในธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง

แม้ว่ากำไรสุทธิบรรทัดสุดท้าย (Net Profit) จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) เนื่องจากฐานกำไรพิเศษก้อนโตในปี 2568 แต่ภาพรวมเนื้อในธุรกิจที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและมีสัญญาณ “Chemical Recovery” ชัดเจน ส่งผลให้โบรกเกอร์ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่สูงสุดถึง 320 บาท

ราคาหุ้น SCC ล่าสุดช่วงบ่ายวันนี้อยู่ที่ 249 บาท 

นางสาวสุพพตา ศรีสุข นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง คาดแนวโน้มกำไร SCC ในไตรมาส 2/69 น่าจะออกมาดี โดยเติบโตทั้ง YoY และ QoQ  

โดยคาดกำไรหลักในไตรมาส 2/69 ที่ 7,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135%YoY และ 299%QoQ ขณะที่กำไรสุทธิคาดไว้ที่ 7,997 ล้านบาท ลดลง 54% แต่เพิ่มขึ้น 29% QoQ โดยกำไรพิเศษที่ลดลงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง YoY ผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะสเปรดปิโตรเคมี โ

อย่างไรก็ดี คาดว่าสเปรดปิโตรเคมีในไตรมาส 3/69 จะอ่อนตัวลงจากสงครามตะวันออกกลางที่คลี่คลาย แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน หากมีความตึงเครียดขึ้นมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกก็อาจจะทำให้สเปรดกลับมาพุ่งขึ้นได้อีก จากภาพการขาดแคลนวัตถุดิบ

ทั้งนี้ บล.บัวหลวง ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 69 จากวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เป็น 267 บาท จากเดิม 260 บาท จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 69 อย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ 20,147 ล้านบาท จากเดิม 10,366 ล้านบาท 

กำไรหลักของ SCC ในไตรมาส 3/69 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  YoY จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ อย่างไรก็ตาม กำไรหลักมีแนวโน้มลดลง QoQ เนื่องจากกำไรที่ลดลงของธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รวมถึงไม่มีรายได้เงินปันผลเข้ามา แต่คาดว่าผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีในไตรมาส 3/69 จะปรับตัวดีขึ้น YoY หนุนจากอัตรากำไรขยายตัว แม้ปริมาณขายจะลดลงจากการหยุดการผลิตระยองโอเลฟินส์ (ROC) และ โรงงาน Long Son Petrochemical (LSP)  แต่กำไรของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างคาดว่าจะเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ หนุนโดยโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ขณะที่ กำไรของธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ 

ด้าน บล.ทรีนีตี้   ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” SCC  และปรับราคาเป้าหมายเป็น 294 บาท อิง PBV 1.0 เท่า จากภาพ Chemical recovery ที่ชัดขึ้น โดย PE/PP spread ในไตรมาส 2/69 ฟื้นขึ้นมาอยู่ราว 430-525 เหรียญ/ตัน จากระดับต่ำเพียง 250-300 เหรียญ/ตันก่อนหน้า สะท้อนว่า downside ของธุรกิจ Chemical เริ่มจำกัดลง ขณะที่การ maximize HVA ช่วยให้บริษัท capture margin ได้ดีกว่า market

ทั้งนี้ คาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/69 ที่ 8.2 พันล้านบาท -53% YoY, +32% QoQ ซึ่งการลดลง YoY เนื่องจากไตรมาส 2/68 มีกำไรจากการปรับมูลค่าใน CAP

สำหรับไตรมาส 2 นี้ธุรกิจ Chemical ได้แรงหนุนสำคัญจาก Spread ที่ปรับตัวดีขึ้น PE/PP market gap เพิ่มขึ้น QoQ ราว 200 เหรียญ/ตัน และ PVC chain เพิ่มขึ้นราว 100 เหรียญ/ตัน และบริษัทยังมีการ maximize HVA ซึ่งช่วยให้ capture margin ได้ดีกว่า market gap ปกติ สำหรับปริมาณขาย คาดว่าจะอยู่ราว 3.8 แสนตัน -43% QoQ จาก ROC มีการหยุดเต็มไตรมาส และ LSP หยุดไปครึ่งไตรมาส

ในส่วนธุรกิจวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะอ่อนตัวตามผลของ seasonal weakness ในไตรมาส 2 จากฤดูฝน แต่ยังมีแรงหนุนจากราคาปูนที่ปรับขึ้นมาตั้งแต่ปีก่อน รวมถึงผลของ restructuring ทั้งเครือที่เริ่มเห็นเป็น saving ในปีนี้ ขณะที่ตลาดไทยยังถูกกดดันจาก residential ที่ไม่โดดเด่น แต่ยังมีโครงการภาครัฐและ commercial บางส่วนช่วยประคอง ส่วนต่างประเทศ เวียดนามและอินโดนีเซียมีภาพดีกว่าจากการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่กัมพูชายังอ่อนจากปัญหาภายใน นักท่องเที่ยวลด

บล.ทรีนีตี้ ปรับประมาณการกำไรปี 69-70 ขึ้นมาเป็น 2.9 หมื่นล้านบาท และ 2.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ จาก Spread PE/PP ที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และปี 69 ที่มีผลของ stock gain ในไตรมาส 1/69  ประมาณ 4 พันล้านบาท

สำหรับธุรกิจ Chemical มีโอกาสที่ Spread อาจจะ Bottom out โดย Spread PE/PP ในไตรมาส 2/69  ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 430-525 เหรียญ/ตัน จากก่อนหน้าที่อยู่ 250-300 เหรียญ/ตัน

ส่วน บล.กรุงศรี คงแนะ “ซื้อ” หุ้น SCC ที่ ราคาเป้าหมายปี 69 เท่ากับ  285 บาท และเป็นหนึ่งใน top pick

มองว่าธุรกิจหลักของ SCC ฟื้นต่อเนื่องในปี 69-71 คาดกำไรปกติ +108% CAGR ธุรกิจซีเมนต์ low carbon cement เอื้อการปรับขึ้นราคาขาย สะท้อนตั้งแต่ไตรมาส 1/69 , ธุรกิจปิโตรเคมี oversupply ลดลงตามการ rationalized ทั่วโลก, ลดต้นทุนได้เพิ่มหลังโครงการอีเทนเริ่ม COD ใน H2/70 และปริมาณขายโตหลังกลับมาเปิด LSP ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ได้ cost-push inflation และการแข่งขันจากจีนน้อยลงหนุนการปรับเพิ่มราคาขาย

ทั้งนี้ ระยะสั้นมีปัจจัยบวก คาดกำไรปกติ ไตรมาส 2/69 สูงสุดของปี โต y-y และ q-q ธุรกิจปิโตรเคมี spread ฟื้นสูงจาก supply disruption และมีปันผลโตโยต้า (seasonal) หนุนกำไรปกติไตรมาส 2/69 ฟื้น y-y q-q ขณะที่ supply ตึงตัวหนุนกำไรปิโตรเคมีแม้มีปิดโรงผลิต 

ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 2/69 คาดราว 7,603 ลบ. (-56% y-y, +22% q-q) หากตัดรายการพิเศษด้อยค่าธุรกิจ SCGD -403 ลบ. และ stock gain 756 ลบ.ออก คาดกำไรปกติราว 7,249 ลบ. (+147% y-y, +299% q-q) ฟื้น y-y q-q เพราะ 1) สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ที่กระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งให้โรงผลิตปิโตรเคมีทั่วโลกขาดแคลน feedstock และต้องหยุดผลิต ทำให้ supply ตึงตัวมาก spread HDPE/ PP/ PVC +17-45% y-y, +37-62% q-q รวมถึง SCC ได้การขาย HVA (spread premium กว่าสินค้าปกติอีก 100-150 เหรียญ/ตัน) กลบปริมาณขายที่ -4% y-y, -29% q-q จากหยุดผลิตโรง ROC เต็มไตรมาส และ LSP ครึ่งไตรมาส

2) ธุรกิจซีเมนต์กำไรเพิ่มตามการปรับราคาขาย (เฉพาะ y-y) และ demand ในเวียดนามรวมถึงอินโดฯ โตจากการเร่งลงทุนของภาครัฐ ส่วน q-q ลดจากวันหยุดมาก และ demand ลดจากกังวลสงครามฯ และ 3) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ผู้ซื้อเร่งตุนสินค้า และสามารถผลักภาระต้นทุนได้ ทำให้ฟื้นทั้งปริมาณขายและอัตรากำไร คาด 2H26F ฟื้น y-y การปรับราคาขาย, supply ที่ตึงตัวขึ้น และลดค่าใช้จ่ายหนุน

หากกำไรปกติไตรมาส 2/69 ตามคาด กำไรปกติ H1/69 จะคิดเป็นราว 63% ของทั้งปี (14,406 ลบ.) เราคงประมาณการ คาดแม้ H2/69 ชะลอ h-h ธุรกิจซีเมนต์เข้าสู่ low season และ supply ปิโตรเคมีทยอยเพิ่มขึ้นหลังเปิดฮอร์มุซ แต่ภาพ y-y ดีขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจซีเมนต์ ปริมาณขายได้โครงการรัฐหนุน และอัตรากำไรเพิ่มจากการปรับเพิ่มราคาขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่ลดหลังปรับโครงสร้างธุรกิจไปใน 2025 ส่วนปิโตรเคมี oversupply น้อยลง y-y ตามการ rationalized การผลิตทั่วโลก

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปีนี้ 285 บ. และเป็นหนึ่งใน top pick ทุกธุรกิจอยู่ในขาฟื้นตัว i) ธุรกิจซีเมนต์ ได้ low carbon cement เพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว และโครงการลงทุนรัฐหนุนปริมาณขายต่อเนื่อง ii) ธุรกิจปิโตรเคมี การ rationalized ทั่วโลก และ supply disruption ในตะวันออกกลางส่งให้ oversupply ลดเร็วขึ้น, ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเพิ่มหลังโครงการอีเทน COD ใน 2H27F รวมถึงปริมาณขายโตจากโรง LSP และ iii) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์การแข่งขันจากผู้ผลิตจีนลดลง เอื้อปรับเพิ่มราคาขายและอัตรากำไร ส่งให้กำไรปกติ 69-71  +108% CAGR

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร