ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 33.35 แกว่งแคบ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ คาดกรอบพรุ่งนี้ 33.25-33.50

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 33.35 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.39 บาท/ดอลลาร์

โดยระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.32 – 33.40 บาท/ดอลลาร์ วันนี้บาทค่อนข้างเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดยังคงรอดูสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรอตัวเลขเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ ในคืนวันพรุ่งนี้ 

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.25 – 33.50 บาท/ดอลลาร์

*ปัจจัยสำคัญ

– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 161.99 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 161.99 เยน/ดอลลาร์

– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1430 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1390 ดอลลาร์/ยูโร

– ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,627.90 จุด เพิ่มขึ้น 6.35 จุด (+0.39%) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 73,692.88 ล้านบาท

– สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 105.74 ลบ.(SET+MAI)

– ธปท. เชื่อมั่นว่า สถานการณ์ NPL จะไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากการบริโภคภายในประเทศ และภาคการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ที่เติบโตถึง 14% เป็นตัวประคับประคองไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง พร้อมคาดไทยจะไม่กลับไปอยู่ในจุดที่เห็นการเกินดุลการชำระเงิน ปีละ 5-7% ของ GDP อีกแล้ว ในอนาคตหากทำได้ดีที่สุด อาจอยู่ที่เพียง 2-3% เท่านั้น

– กระทรวงการคลัง เดินหน้าแผนขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 2 แสนล้านบาทหลัง เล็งให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินรัฐ หนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป พร้อมขยายผลสู่ภาคขนส่งสาธารณะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ EV

– ดีบีเอส กรุ๊ป (DBS Group) ธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ตลาดหุ้นสิงคโปร์ หลังมูลค่าตลาด (Market Cap) ปิดพุ่งทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.548 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นครั้งแรกวันนี้ (13 ก.ค.)

– กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ยืนยัน ว่า ได้โจมตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งอยู่ในประเทศจอร์แดน บาห์เรน และคูเวต เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ที่โจมตีหลายพื้นที่ตามแนวชายฝั่งของอิหร่านก่อนหน้านี้

-กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน แถลงในวันนี้ว่า อิหร่านไม่เคยละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามร่วมกับสหรัฐอเมริกา พร้อมระบุว่าความล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อตกลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลวอชิงตันแต่เพียงฝ่ายเดียว หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีตอบโต้กันครั้งล่าสุดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์