ดอกเบี้ยอาจมีพลิก! นลท.เพิ่มน้ำหนักเฟดขึ้นดบ.เดือนนี้ หลังทรัมป์ปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน

นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ค. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้ง พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% สำหรับสินค้าที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แม้นักลงทุนยังคงคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม แต่สถานการณ์เริ่มสูสีมากขึ้น โดยโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพิ่มขึ้นในวันนี้

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 46.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 ก.ค. เพิ่มขึ้นจาก 34% เมื่อวานนี้

ส่วนแพลตฟอร์ม Kalshi ในตลาดเดิมพันออนไลน์ นักลงทุนประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไว้ที่ 36% เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 20% เมื่อวานนี้ และต่ำกว่า 10% เมื่อต้นเดือนนี้

ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพิ่มขึ้น หลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน พร้อมกับเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% สำหรับสินค้าทุกชนิดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การประกาศมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 5% ทะลุระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ ความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบนแพลตฟอร์ม Kalshi ได้เพิ่มขึ้น หลังจากนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) กล่าวว่า เฟดไม่ควรซ้ำรอยความผิดพลาดเหมือนในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งขณะนั้นเฟดรอนานเกินไปก่อนจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายวอลเลอร์กล่าวเสริมว่า เฟดก็ไม่ควรตอบสนองมากเกินไปด้วยการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินควร

โอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิ.ย.จะชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 4.2% ในเดือนพ.ค.

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐมีกำหนดเผยแพร่ตัวเลข CPI ประจำเดือนมิ.ย.ในวันพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินเฟ้ออาจมีความซับซ้อนมากขึ้น หากราคาน้ำมันกลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้งจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ

นายอาเจย์ ราชัดยักชา ประธานฝ่ายวิจัยระดับโลกของบาร์เคลย์ส กล่าวว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อราคาสินค้าและบริการยังไม่สิ้นสุดลง และการที่ความต้องการใช้น้ำมันไม่ได้ชะลอตัวลง แม้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง ยิ่งเป็นแรงหนุนต่อเงินเฟ้อมากขึ้น

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็กำลังทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นเช่นกัน

นายราชัดยักชา ระบุว่า ปัจจัยทั้งหมดนี้อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะที่เข้มงวดมากขึ้น

“กรอบการดำเนินนโยบายที่อิงตามข้อมูลเศรษฐกิจ หมายความว่าเฟดต้องตอบสนองทั้งต่อข้อมูลเงินเฟ้อที่ประกาศออกมา และต่อแนวโน้มในอนาคต” เขากล่าว

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ