
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท [USDTHB.X] เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.51/53 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากปิดตลาดวานนี้ที่ระดับ 33.35 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเช้านี้เคลื่อนไหวอ่อนค่า ตามดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่า จากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่กลับมาทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับคืนนี้ ตลาดรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.
นักบริหารเงิน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 33.30 – 33.70 บาท/ดอลลาร์
* ปัจจัยสำคัญ
– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 162.35/42 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 161.99 เยน/ดอลลาร์
– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1387/1390 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1430 ดอลลาร์/ยูโร
– อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 33.376 บาท/ดอลลาร์
– ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทย แม้ไม่แย่เหมือนที่คิด แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีเปราะบางหนัก เสียเปรียบธุรกิจรายใหญ่ เข้าถึงทุนยาก ต้นทุนสูง ขีดความสามารถต่ำ ด้านรายย่อยยังแย่ “พิพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะ K-Shape แม้ส่งออกโต แต่ได้ประโยชน์น้อยเหตุการผลิตในประเทศไม่โต
– “ศุภจี” เตรียมเยือนสหรัฐฯ 15-17 ก.ค.นี้ หารือการค้า ผลักดันลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 12.5% เหลือ 10%
– รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุม บูรณาการแผนปฏิบัติการททท. ปี 70 ว่า กระทรวงฯยังไม่ปรับลดเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 69 นี้ แต่อย่างใด แม้ต้องผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวโลก โดยยังคงเป้าหมายที่ 2.75-2.76 ล้านล้านบาท และยังคงผลักดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยที่ 33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 32 ล้านคน
– กระทรวงการท่องเที่ยวฯ คิกออฟแผน ททท. ปี 2570 รับนโยบายนายกรัฐมนตรี ชูท่องเที่ยวเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจย้ำไทยต้องดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ด้านผู้ว่าการ ททท.กางเป้าปี 2570 ดันรายได้ท่องเที่ยวแตะ 2.9 ล้านล้านบาท เติบโต 5-7% พร้อมรักษาฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 33 ล้านคน ควบคู่เจาะนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ชูคนไทยเที่ยว 200 ล้านคน-ครั้ง เร่งเจาะตลาดคุณภาพ-เปิดตลาดใหม่ทั่วโลก
– สหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีกันทางอากาศอย่างหนักหน่วงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงทั้งในแง่ของขนาดและขอบเขตการโจม ส่งผลให้ปธน.ทรัมป์กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน โดยประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บเงินชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นในการดำเนินภารกิจดังกล่าว
– ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (13 ก.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนแห่ซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการแสดงความเห็นของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในสัปดาห์นี้
– สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% ในวันจันทร์ (13 ก.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ซึ่งสถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
– นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ โดยวอร์ชมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ และจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.)
– นักลงทุนรอดูการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (14 ก.ค.) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิ.ย.ในวันพุธที่ 15 ก.ค. เพื่อประเมินว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะส่งผลต่อเงินเฟ้อมากเพียงใด ขณะเดียวกันก็จับตารายงานยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย.ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. เพื่อประเมินการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





