
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันอังคาร (14 ก.ค.) โดยพลิกฟื้นจากการอ่อนตัวในช่วงต้นวัน โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ช่วยเพิ่มความหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,529.39 จุด เพิ่มขึ้น 31.10 จุด หรือ +0.30% หลังจากร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดของวันที่ 10,422.98 จุด
ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาด้านการทำธุรกรรมและรายได้จากการซื้อขายที่พุ่งสูง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารในอังกฤษปรับตัวขึ้นตาม โดยหุ้น Barclays และ HSBC ต่างพุ่งขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้น Lloyds เพิ่มขึ้น 1.0% และเป็นหุ้นที่หนุนดัชนี FTSE 100 มากที่สุด
ด้านหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวขึ้นตามราคาโลหะอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยหุ้น Glencore เพิ่มขึ้น 3.0% ส่วนหุ้น Rio Tinto และหุ้น Anglo American ปรับตัวขึ้น 3.3% และ 2.4% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มพลังงานยังช่วยหนุนตลาดเพิ่มเติม โดยหุ้น BP เพิ่มขึ้น 2.2% หลังบริษัทระบุว่าการซื้อขายน้ำมันที่แข็งแกร่งและค่าการกลั่นที่สูงขึ้น จะช่วยหนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ขณะที่หุ้น Shell ปรับตัวขึ้น 1.2% หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทรงตัวเหนือระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์
ก่อนหน้านี้ บรรยากาศการลงทุนได้รับแรงกดดันจากการที่ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในเดือนมิ.ย. ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้ตลาดลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และยังช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์เป็นกลุ่มที่กดดันตลาดมากที่สุด โดยหุ้น GSK ลดลง 1.7% และ AstraZeneca ร่วงลง 2.0%
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





