นายกฯ ถกนักธุรกิจยุโรป ย้ำเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย–EU และ OECD ดึงลงทุน ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรี ร่วมหารือคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวว่า กลุ่มนักธุรกิจจากสหภาพยุโรปได้ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย พร้อมชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลไทยที่รับฟังข้อเสนอแนะและตอบสนองต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้พบปะหารือกันหลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยได้ยืนยันความพร้อมด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต รวมถึงขอให้ภาคธุรกิจยุโรปสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยตั้งเป้าปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2569

นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การเจรจามีความล่าช้าในช่วงท้าย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นที่เห็นต่างและต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เพราะหากการเจรจา FTA สำเร็จ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และผู้ประกอบการไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปยังยุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษีเป็นอุปสรรค

ทั้งนี้ ไทยยังมีอุปสรรคอะไรในการเจรจาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องวัตถุดิบและภาคการเกษตร ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการในลักษณะ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ส่วนเรื่องการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหัวข้อที่มีการหารือในทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศหรือการต้อนรับผู้นำจากต่างประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป โดยผู้นำหลายประเทศ ยืนยันว่า จะสนับสนุนประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการยกระดับมาตรฐานประเทศ ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้เกิด “พลัส พลัส พลัส” ทั้งการผลักดัน FTA การดึงดูดการลงทุน และการเดินหน้าโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อเร่งรัดการลงทุนในภาครัฐ

ส่วนจะสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ภายในปี 2571 หรือไม่ นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ แม้ผลสุดท้ายจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม เพราะผู้พิจารณาไม่ใช่รัฐบาลไทย แต่รัฐบาลจะจัดทำข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดการดำเนินงานต่าง ๆ ให้ครบถ้วนที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และความต้องการของคณะกรรมการผู้พิจารณา

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่

2.ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

3.ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

“เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรป ยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

ทั้งนี้ ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน